Features | Security

ผล บอล พรีเมียร์ เมื่อ คืน นี้: Flashpoints and Arms Races to Watch in 2019

งวด วัน ที่ 1 มิถุนายน 63,ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานที่มีกำไรลดลง เนื่องจากมีรายได้จากการขายและบริการลดลงบริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) หรือ MBK รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/58 สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.58 (รวมบริษัทย่อย) มีกำไรสุทธิ 440.24 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.33 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 405.74 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.30 บาทต่อหุ้นโดยในปี 58 บริษัทตั้งเป้าขยายสาขา Beauty Buffet และ Beauty Cottage ในกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม (CLMV) จำนวน 12 สาขา และเปิดมาแล้ว 14 สาขา ซึ่งถือว่าทะลุเป้าที่ตั้งไว้ ทำให้ปัจจุบันมีสาขาทั้งหมด 30 สาขา แบ่งเป็น เวียดนาม 19 สาขา กัมพูชา 7 สาขา ลาว 2 สาขา และเมียนมาร์ 2 สาขา ,ขณะเดียวกัน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำและการเชื่อมต่อระหว่างการขนส่งทางน้ำและการขนส่งรูปแบบอื่นจะช่วยลดต้นทุนการขนส่งและเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจเกี่ยวเนื่อง การพัฒนาศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟที่ท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งเป็นท่าเรือหลักในการส่งออกสินค้าของประเทศ จะทำให้ใช้เวลาในการลำเลียงตู้สินค้าสู่หน้าท่าลดลงและมีค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้ารวมต่ำกว่าการขนส่งทางรถบรรทุกอีกด้วยบริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้จำกัด (มหาชน) หรือ BEAUTYรายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/58 สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.58 (รวมบริษัทย่อย) มีกำไรสุทธิ 101.9ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.03 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 27.14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 80.15ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.03 บาทต่อหุ้นราคาปิด 11.70 แนวรับ 11.60-11.30 แนวต้าน 12.20-12.40 , 12.60-13ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานที่มีกำไรเพิ่มขึ้น เนื่องจากยอดสินเชื่อปรับเพิ่มขึ้นจากสาขาที่เพิ่มขึ้นขณะที่ผลการดำเนินงานช่วง 9 เดือนแรกมีกำไรสุทธิ 23.85 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.0225 บาทต่อหุ้น ลดลง 70.04% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 79.61 ล้านบาท หรือมีกำไรต่อสุทธิ 0.1298 บาทต่อหุ้นนอกจากนี้ กำไรสุทธิสำหรับผู้ถือหุ้นในไตรมาส 3/58 เพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากรายได้อื่นจากการลดลงของหนี้สินที่บริษัทย่อยทางอ้อมจะต้องจ่ายชาระให้กับผู้ถือหุ้นใหญ่เดิมภายใต้สัญญาซื้อขายธุรกิจ จานวนเงิน 344 ล้านบาท นายวุฒิกร เปิดเผยว่า ปตท. ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ ได้สนับสนุนการหารือความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างประเทศตลอดมา โดยปัจจุบันปตท. มีความร่วมมือในการจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลวจากรัฐกาตาร์ ด้วยสัญญาซื้อขายระยะยาว 20 ปี ในปริมาณ 2 ล้านตันต่อปี ซึ่งเริ่มส่งมอบตั้งแต่เดือนมกราคม 58 ที่ผ่านมา และยังมีความสนใจในการขยายธุรกิจร่วมกันในการพัฒนาโครงการด้านพลังงานในอนาคตดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดวันนี้ที่ 19,495.26 จุด ลดลง 202.51 จุด, ดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีนเปิดวันนี้ที่ 3,600.76 จุด ลดลง 32.14 จุด, ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดวันนี้ที่ 22,494.09 จุด ลดลง 394.83 จุด, ดัชนี TAIEX ตลาดหุ้นไต้หวันเปิดวันนี้ที่ 8,402.11 จุด ลดลง 25.98 จุด, ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เปิดวันนี้ที่ 1,975.97 จุด ลดลง 17.39 จุด, ดัชนี FTSE STI ตลาดหุ้นสิงคโปร์เปิดวันนี้ที่ 2,938.69 จุด ลดลง 20.32 จุด, ดัชนี FBMKLCI ตลาดหุ้นมาเลเซียเปิดวันนี้ที่ 1,663.93 จุด เพิ่มขึ้น 0.73 จุด, ดัชนี PSE Composite ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์เปิดวันนี้ที่ 6,900.36 จุด ลดลง 9.46 จุดนอกจากนี้ในปี 59 บริษัทวางแผนจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) มูลค่าราว 2 พันล้านบาท โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาและเลือกประเภทสินทรัพย์ที่จะนำมาขายเข้ากอง โดยเบื้องบริษัทจะนำคลังสินค้าที่ตั้งอยู่บนที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท (Free Hold) และอาจจะเป็นการนำคลังสินค้าประเภทห้องเย็นให้เช่าเข้าขายในกอง REIT อย่างไรก็ตามบริษัทคาดว่าจะได้ข้อสรุปการศึกษาจัดตั้งกอง REIT ในสิ้นปีนี้ กทค.มีมติพักประมูล 4G เวลา 17.30 น.วันนี้ กำหนดเคาะอีกครั้ง 10.00 น.พรุ่งนี้SUTHA Trading แนวรับ 6.90 แนวต้าน 7.25, 7.40 ตัดขาดทุน 6.80 AQUA ซื้อหุ้นทั้งหมดใน “แอ๊คคอมพลิช เวย์ โฮลดิ้ง” มูลค่า 165.67 ลบ. PTT อ่วม รับรู้ผลขาดทุน PTTEP น้ำมันดิบอ่อนตัว Q3/58 พลิกขาดทุน 2.66 หมื่นลบ.โดยเริ่มจากประมูลในรอบที่ 76 มีผู้เคาะราคาประมูลใบอนุญาตล็อตแรกขึ้นไปเป็น 37,404 ล้านบาท ส่วนใบอนุญาตล็อตที่ 2 ยังคงเดิมที่ 37,404 ล้านบาทจากนั้นในการประมูลรอบที่ 77 ไม่มีผู้เคาะราคาใบแรก ราคาจังยังคงเดิมที่ 37,404 ล้านบาท แต่มีผู้เคาะราคาใบที่ 2 จึงทำให้ราคาปรับขึ้นมาเป็น 37,802 ล้านบาท,บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน)หรือ PS และรวมของบริษัทย่อยแจ้งผลประกอบการงวดไตรมาส 3 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 58 มีกำไรสุทธิ 1,637.81 ลบ.หรือกำไรต่อหุ้น 0.73 บ. ลดลง 10.90% เทียบปีก่อนมีกำไรสุทธิ 1,838.21 ลบ.กำไรต่อหุ้น 0.83 บ. ส่วนงวด 9 เดือน มีกำไรสุทธิ 4,697.25 ลบ.กำไรต่อหุ้น 2.11 บ. ลดลง 1.60% เทียบปีก่อนมีกำไรสุทธิ 4,773.67 ลบ.กำไรต่อหุ้น 2.15 บ. คำค้นARROW บริษัท บูรพาทัศน์ (1999) จำกัด48/5-6 ชั้น 2 ซ.รุ่งเรือง ถนน รัชดาภิเษก แขวง สามเสนนอก เขต ห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10320。

IMPACT(+) SCB KBANK TOP PTTGC BBL AOT KTB BJC BEC BA SAWAD DELTA IRPC CPN MTLS GLOW,ขณะที่ผลการดำเนินงานช่วง 9 เดือนแรกมีกำไรสุทธิ 790.49 ล้านบาท หรือ0.79 บาทต่อหุ้น ลดลง 33% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1.17 พันล้านบาท หรือ1.17 บาทต่อหุ้นส่วนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางอากาศ จะช่วยเพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมการบินของประเทศและส่งเสริมธุรกิจที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต จะเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารทั้งในและต่าง ประเทศได้กว่า 140 ล้านคน/ปี หรือกว่า 2 เท่าของความสามารถในปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้องกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่คาดว่าจะเพิ่มจาก 29.5 ล้านคน/ปีในปัจจุบันเป็น 45 ล้านคน/ปีภายในปี 2020 รวมถึงการเปิดขยายแฟรนไชส์ทั้งในประเทศ และการบุกตลาด AEC เพื่อหาตัวแทนจำหน่ายสินค้า TWZ ในต่างประเทศ รวมถึงการผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนในรูปแบบแก๊ตเจ็ต ที่ได้รับความนิยมและสร้างรายได้ให้กับบริษัทฯ อย่างต่อเนื่องขณะที่นักลงทุนจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐในวันนี้ รวมถึงดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนต.ค., ยอดค้าปลีกเดือนต.ค., สต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจเดือนก.ย. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคช่วงต้นเดือนพ.ย.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกนขณะที่นักลงทุนจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐในวันนี้ รวมถึงดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนต.ค., ยอดค้าปลีกเดือนต.ค., สต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจเดือนก.ย. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคช่วงต้นเดือนพ.ย.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกนรอบที่ 30 ในชุดที่ 1 ยังคงมีผู้เข้าร่วมแข่งราคา 1 ราย เคาะราคาเพิ่มขึ้นเป็น 25,066 ล้านบาท ส่วนชุดที่ 2 ไม่มีใครเสนอราคาแข่งขัน ทำให้ราคาคงเดิมที่ 25,464 ล้านบาท,โดยกำไรในไตรมาสดังกล่าวที่ลดลงเนื่องจาก ได้รับเงินชดเชยความเสียหายเนื่องจากเหตุอัคคีภัยจากบริษัทประกันภัยน้อยกว่าไตรมาสเดียวกันในปีก่อนด้านนายชยวัฒน์ พิเศษสิทธิ์ ประธานกรรมการ K เปิดเผยว่า การเข้าระดมทุนครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ในการนำเงินไปขยายธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ลงทุนขยายโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ ที่ลำลูกกา คลอง 6 และใช้ลงทุนในโรงงานรังสิต-นครนายก คลอง 11 และใช้ลงทุนขยายธุรกิจในเมียนมาร์ รวมถึงชำระคืนเงินกู้ยืมจากธนาคาร ส่วนที่เหลือจะใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนทางธุรกิจ ซึ่งบริษัทฯเชื่อมั่นว่าการขยายธุรกิจดังกล่าวจะช่วยเพิ่มศักยภาพ และขีดความสามารถในการแข่งขันได้ รวมถึงเป็นการเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดไปยังกลุ่มประเทศในอาเซียน เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC อีกด้วยบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) หรือ FSS และรวมของบริษัทย่อยแจ้งผลประกอบการงวดไตรมาส 3 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 58 มีกำไรสุทธิ 46.31 ลบ.หรือกำไรต่อหุ้น 0.08 บ.ลดลง 49.83% เทียบปีก่อนมีกำไรสุทธิ 92.30 ลบ.กำไรต่อหุ้น 0.17 บ. ส่วนงวด 9 เดือน มีกำไรสุทธิ 118.49 ลบ. กำไรต่อหุ้น0.22 บ. ลดลง 1.62% เทียบปีก่อนมีกำไรสุทธิ116.60 ลบ.กำไรต่อหุ้น 0.21 บ.เนื่องจากรายได้ค่านายหน้าจากการซื้อขายหลักทรัพย์ลดลง สรุปซื้อขายกระดานรายใหญ่ (ภาคเช้า) ADVANC มูลค่าสูงสุด 18.9 ลบ., Most Positive Impact: SCB (+0.72 จุด) KBANK (+0.63 จุด) U (+0.59 จุด),นายอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ AP เปิดเผยว่า บริษัทยังคงเป้าหมายยอดขายภายในสิ้นปีนี้จะทำได้ถึง 28,300 ล้านบาท โดยในไตรมาส 4/58 บริษัทเตรียมเปิด 5 โครงการแนวราบ และเตรียมเปิดขาย โครงการแนวสูง Life ปิ่นเกล้า คอนโดติดรถไฟฟ้า ใจกลางปิ่นเกล้า มูลค่าโครงการ 3,100 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 3 ล้านกว่าบาท พร้อมเปิดจองวันที่ 21 พ.ย.นี้นอกจากนี้ ทางสำนักงาน กสทช.ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าการประมูลคลื่นความถี่ดังกล่าวจะเป็นไปด้วยความโปร่งใส สุจริตและเป็นธรรม โดยยึดถือผลประโยชน์ของประชาชนและรัฐเป็นหลักส่วนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางอากาศ จะช่วยเพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมการบินของประเทศและส่งเสริมธุรกิจที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต จะเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารทั้งในและต่าง ประเทศได้กว่า 140 ล้านคน/ปี หรือกว่า 2 เท่าของความสามารถในปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้องกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่คาดว่าจะเพิ่มจาก 29.5 ล้านคน/ปีในปัจจุบันเป็น 45 ล้านคน/ปีภายในปี 2020 สรุปซื้อขายกระดานรายใหญ่ (ภาคเช้า) ADVANC มูลค่าสูงสุด 18.9 ลบ.ส่วนนายฐากร ตัณฑสิทธิ์เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า สำนักงานกสทช.ได้จัดเตรียมพื้นที่ให้เอกชนทั้ง 4 ราย ซึ่งเป็นพื้นที่ห้องประชุมภายในอาคารอำนวยการของสำนักงานกสทช. และจะจัดเจ้าหน้ากสทช. และผู้รักษาความปลอดภัย (รปภ.) เพื่อไม่ให้ผู้เข้าร่วมประมูลได้ติดต่อสื่อสารกัน และขอให้เชื่อมั่นว่าการดำเนินการของกสทช.จะไม่ให้มีการฮั้วประมูลอย่างแน่นอน,2) แม้ราคาหุ้นสะท้อนราคาประมูลคลื่น 1800MHz ที่สูงกว่าคาดไปแล้ว แต่คาดว่าจะยังมีการ ปรับพอร์ต ระยะสั้นต่อไป โดยรูปแบบการเข้าซื้อช่วงนี้ยังเป็นแบบ เลือกซื้อ หรือ Selective ต่อไปกลยุทธ์ที่แนะนำ : ช่วงบ่าย: คาดช่วงบ่าย SET แกว่งตัวในกรอบแคบแดนลบต่อ นักลงทุนรอลุ้นผลการประมูล 4G ในช่วงบ่ายวันนี้ ให้แนวรับถัดไปอยู่ที่ 1380 และ 1370 จุด ด้านแนวต้านให้ที่ระดับ 1390 และ 1400 ตามลำดับ กลยุทธ์ แนะระมัดระวังในการลงทุน เน้นเก็งกำไรในระยะสั้นๆสำหรับนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้ หุ้นแนะนำตามสัญญาณเทคนิค ได้แก่ TOP (รับ 57.00 ต้าน 60.00 cut 56.50) และ JSP (รับ 1.58 ต้าน 1.80 cut 1.52) ตลาดกำลังทดสอบ 1,381 จุด บ่ายนี้อาจมีหลุดลงบ้างไม่น่าต่ำกว่า 1,378 จุด ขณะที่ ผลการดำเนินงานช่วง 9 เดือนแรกมีกำไรสุทธิ 306.55 ล้านบาท หรือ 0.09 บาทต่อหุ้น ลดลง 53% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 654.51 พันล้านบาท หรือ 0.20 บาทต่อหุ้น。

Will 2019 see an increased chance for military confrontation in Asia?

Flashpoints and Arms Races to Watch in 2019

In this Friday, April 13, 2018, file photo released by Military News Agency, Taiwan’s President Tsai Ing-wen, second from left, inspects on a Kidd-class destroyer during a navy exercise off the northeastern port of Su’ao in Yilan County, Taiwan. Tsai boarded a navy destroyer to review military drills ahead of planned war games by rival China.

Credit: Military News Agency via AP, File

The 2019 security outlook for Asia, as in past years, is dominated by a number of regional flashpoints that include the Korean Peninsula, the South and East China Seas, as well as the Taiwan Strait, all of which have the potential to trigger a military confrontation. Nonetheless, there appears to be a reduced risk for open military clashes in all of the four cases in the next 12 months.

Simultaneously, 2019 will likely see an intensification of the war in Afghanistan, amid ongoing peace negotiations?and?the suggested withdrawal of 7,000 U.S. troops from the country;?the presidential election scheduled for the spring?may be postponed. Other areas our readers should watch include:?a possible uptick in violence in Jammu and Kashmir as a result of the 2019 Indian general elections (especially in combination with large-scale, ostensibly Pakistani-sponsored terror attacks, which might compel Indian Prime Minister Narendra Modi to retaliate more forcefully in 2019 than in a non-election year), the usual chance of South Asian border disputes getting out of control, ?and increased naval competition between India, China, and Pakistan in the Indian Ocean. Naval competition is especially noteworthy as all three states are in the process of fielding, or already have deployed, nuclear-armed submarines.

Overall, 2019 will see a general diffusion of military capabilities in the Indo-Pacific region without any single state being capable of dominating the region militarily. While China will remain the region’s top military power, it qualitatively still cannot compete with the much smaller South Korean and Japanese militaries, let alone U.S. forces. In turn, the United States is no longer capable of militarily dominating the region as it had during the 1990s and 2000s. Consequently, an uneasy balance of power is expected to prevail in the region.

Flashpoints

First, should North Korea continue to refrain from further testing of nuclear weapons or long-range missiles, 2019 will most likely be dominated by summit diplomacy with North Korean leader Kim Jong Un possibly parlaying face-to-face with Russia’s Vladimir Putin, Japan’s Shinzo Abe, South Korea’s Moon Jae-in, and the United States’ Donald Trump.? Conversely, a major known unknown will be the reaction of the U.S. president once it will become clearer in 2019 that Pyongyang will not relinquish its nuclear deterrent.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Second, while the United States, along with its regional allies and partners, will continue to carry out freedom of navigation operations (FONOP)?challenging excessive maritime claims in the South China Sea that will draw the ire of Beijing, the Association of Southeast Asian Nations (ASEAN) and China are expected to complete the first draft of a South China Sea Code of Conduct in 2019. Following a steady Chinese military buildup in the contested waters over the past years, an uneasy military stalemate will likely continue to hold throughout the next 12 months.

Third, after tensions between China and Japan in the East China Sea spiked in 2012, last year saw a number of Chinese intrusions into Japan’s contiguous marine zone. Yet, the past 14 months have nevertheless seen a marked diffusion of bilateral tensions — a trend expected to continue into 2019. Both countries will push on with the implementation of East China Sea crisis management and communication mechanisms, officially agreed to in December 2017. Chinese President Xi Jinping will also make his first official visit to Japan in June 2019.

Fourth, while China has stepped up its military pressure on Taiwan throughout 2018, including long-range bomber patrols?and naval exercises in close vicinity to the island (the People’s Liberation Army openly seeks readiness to invade Taiwan by 2020), a cold peace between Taipei and Beijing is likely to prevail throughout 2019. Nonetheless, the Taiwan Travel Act, a U.S. law enacted to revitalize reciprocal visits between the U.S. and Taiwan by high-level government officials and signed into law in 2018, as well as a $1 billion U.S. arms package for Taiwan, is bound to increase tensions throughout 2019.

The 2019 Arms Races

All Asian powers are expected to continue their military modernization programs throughout 2019 with six regional states likely making the 2019 top 10 global military spenders’ list. Here are several military hardware developments worth keeping an eye on:

First, India is expected to induct its most advanced nuclear-capable intercontinental ballistic missile (ICBM), the Agni-V,?to date in the first quarter of 2019. With its increased range and accuracy, the introduction of this new weapon system could pose a problem for long-term strategic stability in Asia. India is also expected to conduct its first real nuclear deterrence patrol in 2019. Long term strategic stability could be further undermined by Pakistani efforts to field a submarine-launched cruise missile (the Babur-3) and a medium-range ballistic missile?fitted with multiple independently targetable re-entry vehicles, or?MIRVs.

Second, China will continue to produce units composed of one of the region’s most advanced long-range air defense system, the Russian-made S-400?Triumf?(NATO reporting name: SA-21 Growler)?into service, which will significantly boost the People’s Liberation Army anti-access capabilities, especially around Taiwan. (Taipei, meanwhile, will continue its development of an indigenous submarine force ?as well as push for the sale of F-35Bs.) China’s first domestically designed and built aircraft carrier, the Type 002 (CV-17), could also enter service as early as the fourth quarter of 2019 further boosting China’s blue water navy capabilities. Notably, the next 12 months may also witness the first operational deployment of a hypersonic glide vehicle (HGV), the DF-17, with significant implications for strategic relations in Asia.

Third, Russia is back as a major military power in the Asia-Pacific. In 2019, the Russian Eastern Military District — the military arm responsible for operations across the Pacific — is expected to receive more than 6,240 pieces of new and upgraded military equipment. 2019 will likely see the delivery of the nuclear-powered ballistic missile submarine Knyaz Vladimir, the Russian Navy’s first upgraded Project 955A?Borei II-class boomer, to the Pacific Fleet. ?Russia’s Strategic Missile Forces are also slated to receive their first HGV in 2019. Additionally, the first batch of Sukhoi Su-57 fighter aircraft, Russia’s first indigenously designed and built fifth-generation stealth fighter jet, is expected to be be delivered to the Russian Air Force in late 2019. Finally, Russia is expected to commission its largest nuclear-powered icebreaker in 2019, whose primary mission will be to clear passages for ship traffic on the Northern Sea route, which runs along the Russian Arctic coast from the Kara Sea to the Bering Strait.

Fourth, the air forces of Australia, Japan, and South Korea will also continue to induct their fleets of F-35A Lightning II Joint Strike Fighters in 2019. These aircraft will primarily serve as platforms for long-range air-to-surface/air-to-air standoff missiles. The Diplomat readers should pay special attention to these weapons systems as they will be an important factor in determining the military balance in East Asia and beyond. Other noteworthy developments to keep an eye on in 2019 are bilateral drills involving Japan’s recently stood up Amphibious Rapid Deployment Brigade, South Korea’s continuous development of its?Kill-Chain pre-emptive strike capabilities, and Australia’s SEA 1000 Future Submarine Program.

Another important development to follow will be Japanese deliberations over the procurement of?vertical or short takeoffs and vertical landings F-35Bs and to convert the?Izumo-class of helicopter destroyers into full-fledged aircraft carriers to accommodate the new aircraft. Additionally, readers should pay special attention to Vietnam’s defense deals in 2019. Russia and Vietnam are in final talks over the purchase of 24 Su-35S “Flanker-E” multirole fighter jets — assumed to be delivered in two batches of 12 — with details of the contract reportedly finalized during the visit of Russian Defense Minister Sergei Shoigu to Hanoi in January 2018. Negotiations over the acquisition of two S-400?Triumf? batteries are purportedly also at an advanced stage.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

The United States is expected to maintain a similar force posture in the Asia-Pacific as in 2018 with no major changes save for the deployment of an additional three-ship amphibious ready group (ARG) into the region. Additionally, the U.S. will maintain its continuous bomber presence mission as well as its only forward-deployed? Nimitz-class supercarrier, along with no significant increase or decrease of U.S. ground forces in the Asia-Pacific region. Notably, however, the U.S. could quietly begin negotiating with Japan and South Korea over the deployment of future U.S. ground-launched ballistic and cruise missiles on their territories following the termination of the INF treaty, which could make 2019 a particular eventful year for nuclear diplomacy in Asia. 2019 will also likely see the first deployment since 2017 of a Littoral Combat Ship to the region.

While next year will not see a Rim of the Pacific Exercise (RIMPAC), and scaled down Foal Eagle and Key Resolve exercises, The Diplomat readers should follow the first ever tri-services joint exercises between India and the United States in 2019, the first ASEAN-U.S. Maritime Exercise, ?as well as the annual iterations of the Russia-China “Peace Mission” and “Joint Sea” military drills. Interestingly, the 23rd rendition of the Malabar naval exercise, involving aircraft and ships from Indian Navy, the U.S. Navy, and the Japan Maritime Self Defense Force, is expected to take place in Japanese waters for the first time in 2019.

Outlook

Notably, the absence of a single dominating regional military power in combination with the proliferation of advanced military capabilities in the Asia-Pacific region increases the chances of miscalculation when it comes to assessing the costs and benefits of limited war. The Asia-Pacific region will remain the most militarized region in the world in 2019. The three largest defense budgets in the world are in countries with significant military assets in the region:?the United States, China, and Russia.

This should not distract from the optimistic outlook that 2019 will likely see a reduced risk for military confrontation. The Diplomat readers should, however, keep in mind: Despite our best efforts, the next major military confrontation in the Asia-Pacific, like most military conflicts, will almost certainly come as an apparent surprise and when least expected.

Franz-Stefan Gady is a Senior Editor with the The Diplomat and Senior Fellow with the East West Institute. He tweets @hoanssolo.?