The Debate

ทีเด็ดบอลเต็งexo: The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay

monster joker slot, น.ส.ปารีณา พ่วงศิริ ผู้ชำนาญการงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุนอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย(KBANK) ประเมินว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.5% ในช่วงที่เหลือของปีนี้ หลังจากการลดดอกเบี้ยลง 2 ครั้งติดต่อกันในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วถึง 4.5% เมื่อเทียบกับสกุลเงินของคู่ค้า ซึ่งการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการแทรกแซงค่าเงินจะส่งผลถึงภาคเศรษฐกิจจริงได้รวดเร็วและเป็นวงกว้างกว่า เนื่องจากมูลค่าตลาดส่งออกของไทยสูงกว่าตลาดสินเชื่อถึง 17 เท่าตลาดหุ้นเอเชียเคลื่อนตัวผันผวนเช้านี้ โดยตลาดหุ้นจีนร่วงลงไปกว่า 1.2% หลังจาก MSCI Inc. ซึ่งเป็นบริษัทจัดทำดัชนีหุ้นทั่วโลก เปิดเผยว่า การรวมหุ้นจีนไว้ในการคำนวณดัชนีตลาดหุ้นเกิดใหม่นั้นจะต้องรอจนกว่าจะมีการแก้ไขประเด็นปัญหาสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงตลาด น.ส.ปารีณา พ่วงศิริ ผู้ชำนาญการงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุนอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย(KBANK) ประเมินว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.5% ในช่วงที่เหลือของปีนี้ หลังจากการลดดอกเบี้ยลง 2 ครั้งติดต่อกันในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วถึง 4.5% เมื่อเทียบกับสกุลเงินของคู่ค้า ซึ่งการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการแทรกแซงค่าเงินจะส่งผลถึงภาคเศรษฐกิจจริงได้รวดเร็วและเป็นวงกว้างกว่า เนื่องจากมูลค่าตลาดส่งออกของไทยสูงกว่าตลาดสินเชื่อถึง 17 เท่า,FANCY ซื้อเก็งกำไร แนวรับ 3.76-3.80 บาท แนวต้าน 3.94-4.00 // 4.10 บาทส่งผลให้คาดว่าอัตราการกำไรขั้นต้นในปีจะอยู่ในระดับสูงราว 24.5% คาด Backlog ในมือปัจจุบันที่ 808.5 ล้านบาท จะรับรู้ราว 94% ในปีนี้ ซึ่งหากรวมกับรายได้ในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา จะมีรายได้ที่จะรับรู้ในปีนี้คิดเป็น 75% ของประมาณการรายได้ในปีนี้ นอกจากนี้การรับรู้ขาดทุนจากบริษัทลูกจะลดน้อยลงเรื่อยๆ เนื่องจากอยู่ในช่วงใกล้แล้วเสร็จ และคาดว่าจะแล้วเสร็จได้ภายในปี 58 นี้ทั้งหมด ทั้งงานทำโกดังสินค้า งานเขื่อนเขาระกำ และงานชลประทานที่ตราด และบริษัทฯยังไม่มีแผนที่จะให้บริษัทลูกรับงานเพิ่ม แต่จะใช้ผลขาดทุนสะสมในบริษัทลูกมาใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีให้กับบริษัทแม่ คาดจะส่งผลให้ภาระทางภาษีของบริษัทในอนาคตลดลง และหนุนผลกำไรให้โตโดดเด่นได้SYNEX จัดเป็นหุ้นที่วิ่งขึ้นมาด้วยผลประกอบการ Q1 ที่โตตกใจระดับ 100% เนื่องจากไม่ได้คาดหวังว่ากลุ่มที่ค้าขายอุปกรณ์ไอทีจะโตระดับนี้ จากนั้นเป็นต้นมาราคาหุ้นก็เดินหน้าต่อเนื่อง นักวิเคราะห์ประเมินว่าผลประกอบการยังคงเติบโตน่าสนใจ โดยมี market share เพิ่มขึ้นและได้สินค้าที่สร้างอัตรากำไรดี และที่ต้องจับตาคือการอยู่ในระหว่างซื้อ 2-3 กิจการด้านไอทีเข้ามาไว้ในอ้อมอกที่พร้อมรับรู้รายได้ทันที จะเป็นใครนั้นรอดูกัน อีกทั้งเตรียมนำบริษัทลูก PRISM เข้าจดทะเบียนด้วย ถือว่าบริษัทมีพัฒนาการที่โดดเด่นขึ้นมา อย่างว่าเวลาอะไรๆ เป็นช่วงน้ำขึ้นก็ดีไปซะทุกอย่าง ขนาดเจ้าของบริษัทก็ยังคว้าตำแหน่งประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยซะอีก แบบนี้ธุรกิจก้าวหน้า รายได้ก้าวกระโดดไปไหนต่อไหนหุ้นกลุ่มธนาคารของกรีซปรับตัวขึ้น โดยตลาดหุ้นกรีซปิดทำการก่อนที่ IMF จะออกแถลงการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้ หุ้นยูโรแบงก์-เออร์กาเซียส์ หุ้นพิเรอุส แบงก์ และหุ้นเนชันแนล แบงก์ ออฟ กรีซ ต่างก็พุ่งขึ้นกว่า 16% หุ้นหลุยส์ วิตตอง พุ่งขึ้น 2.5% หลังจากเจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค ปรับเพิ่มน้ำหนักความน่าลงทุนของหุ้นบริษัทคำแนะนำของ ASL:ซื้อเก็งกำไรระยะสั้นตามหากผ่านแนวต้าน 21.50 เน้นยืนแนวรับ 20.50นอกจากนี้ สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ส (S P) ยังได้ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือของกรีซลงสู่ระดับ CCC หรือระดับขยะ ซึ่งสะท้อนมุมมองที่ว่า รัฐบาลกรีซอาจจะผิดนัดชำระหนี้ภายใน 12 เดือนข้างหน้านี้ หากกรีซไม่สามารถทำข้อตกลงกับกลุ่มเจ้าหนี้ได้ฝ่ายวิเคราะห์ บล.เคทีบี (ประเทศไทย) แนะหุ้น FER ซื้อเก็งกำไร แนวรับ 1.67-1.71 บาท แนวต้าน 1.80-1.90 // 2.00 บาท, ขณะที่การประชุม ครม. นั้นก็น่าติดตามประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว รวมถึงการทำประชามติทั้งเรื่องรธน.ฉบับใหม่ และ การต่ออายุ รัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ ด้วย ซึ่งข้อสรุปดังกล่าวอาจมีส่วนสำคัญต่อทิศทางการเมืองของประเทศในระยะต่อไป,แนวรับ 990*, 985 แนวต้าน 997*-1000บล.เคจีไอ ระบุในบทวิเคราะห์ (11 มิ.ย.) ว่าแนะนำ ซื้อเก็งกำไร VGI* (เป้า Consensus 5.4 บาท) 1) ประเมินรูปแบบราคามีโอกาสรีบาวด์ หลังสร้างฐานในกรอบ 4.3 บาทในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา หากดีดพ้นแนวต้านสั้นที่ 4.54 บาท มีโอกาสปรับขึ้นทดสอบแนวต้าน 4.8 บาท และกำหนดจุด Stop loss ที่ 4.2 บาท 2) ในเชิงกลยุทธ์คาดราคาหุ้นสะท้อนข่าวลบเรื่องธุรกิจสื่อโฆษณาใน Modern trade ไปแล้ว น.ส.ปารีณา พ่วงศิริ ผู้ชำนาญการงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุนอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย(KBANK) ประเมินว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.5% ในช่วงที่เหลือของปีนี้ หลังจากการลดดอกเบี้ยลง 2 ครั้งติดต่อกันในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วถึง 4.5% เมื่อเทียบกับสกุลเงินของคู่ค้า ซึ่งการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการแทรกแซงค่าเงินจะส่งผลถึงภาคเศรษฐกิจจริงได้รวดเร็วและเป็นวงกว้างกว่า เนื่องจากมูลค่าตลาดส่งออกของไทยสูงกว่าตลาดสินเชื่อถึง 17 เท่าCPR (Bt 5.20 เป้าเทคนิค 5.50-6 cut loss ถ้าหลุด 4.74),แต่ราคาหุ้นปัจจุบันที่ 1.02 บาท ถือว่าสูงกว่าพาร์ 1 บาทเพียงเล็กน้อย P/BV ปี 58 เป็นเพียง 0.7 เท่า ให้ราคาพื้นฐานที่ 1.36 บาท ด้วย P/BV ปี 58 ที่ 0.9 เท่า แต่เพียงเก็งกำไร เพราะมีเงินกู้และ P/Eที่สูง คาดว่าปี 58 เป็น 2.1 และ 14 เท่า ตามลำดับอนึ่ง SR อยู่ระหว่างดำเนินการยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล(ไฟลิ่ง)เสนอขายหุ้นให้ประชาชนทั่วไปครั้งแรก(IPO) พร้อมเตรียมนำหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) ในช่วงครึ่งหลังปีนี้ เพื่อระดมทุนใช้ขยายกิจการแต่ราคาหุ้นปัจจุบันที่ 1.02 บาท ถือว่าสูงกว่าพาร์ 1 บาทเพียงเล็กน้อย P/BV ปี 58 เป็นเพียง 0.7 เท่า ให้ราคาพื้นฐานที่ 1.36 บาท ด้วย P/BV ปี 58 ที่ 0.9 เท่า แต่เพียงเก็งกำไร เพราะมีเงินกู้และ P/Eที่สูง คาดว่าปี 58 เป็น 2.1 และ 14 เท่า ตามลำดับ。

สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานในอนาคต มองบริษัทยังสามารถเติบโตต่อไปได้อีกมากตามการขยายตัวของความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติ ทั้งในภาคอุตสาหกรรม และภาคขนส่งสำหรับธุรกิจก่อสร้างสถานีวัด และระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ รวมถึงธุรกิจก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ ผนวกเข้ากับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมโดยรวม จะส่งผลให้ธุรกิจระบบปั๊มอุตสาหกรรมของบริษัทที่มีผลิตภัณฑ์และบริการที่ครอบคลุมในหลายอุตสาหกรรมสามารถขับเคลื่อนตามไปได้,สล็อตเฮง666、ดูผลบอลฟรีเมียร์ลีกเมื่อคืน、 ดัชนี 1,503.73 เปลี่ยนแปลง +11.41 จุด มูลค่าการซื้อขาย 14,679ลบ., MACD ปรับตัวเพิ่มขึ้นเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเข้าใกล้ระดับ 0 เครื่องมือทางเทคนิคชี้วัดแนวโน้มขึ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นเหนือแนวโน้มลง RSI ฟื้นตัวเหนือระดับ 50,สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) เปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกของจีนในเดือนพ.ค.ขยายตัว 10.1% เมื่อเทียบรายปี สู่ระดับ 2.42 ล้านล้านหยวน (3.96 แสนล้านดอลลาร์)โดยล่าสุด ณ เวลา 13.02 น.ค่าเงินบาทล่าสุดอยู่ที่ 33.64 บาท/ดอลลาร์ โดยค่าเงินบาทที่แข็งค่าลงมาคาดว่าจะเกี่ยวข้องกับประเด็นผลประชุม กนง.ที่คาดว่าจะคงดอกเบี้ยนโยบายตามที่นักบริหารเงินระบุไว้ ,สำหรับหลักการที่จะต้องพิจารณา คือ ความจำเป็นในการถือหุ้นของกระทรวงการคลังในบริษัทเอกชนเหล่านั้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาวจะมีผลกระทบอย่างไร โดยจะต้องดูข้อมูลให้ชัดเจนและแน่ใจที่สุดก่อน พร้อมยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ภารกิจเร่งด่วน จึงยังมีเวลาพิจารณาอีกมากด้านผลประกอบการประเมินว่ามีโอกาสวิ่งไปแตะกำไรสูงสุดได้ถึง 420 ล้านบาท หรือ EPS ที่ 0.55 บาท ถ้าประเมินเพียง PE 10 เท่าจะมีเป้า 5.5 บาทเข้าไปแล้ว ทั้งๆ ที่หุ้นกลุ่มนี้ค่า PE สูงกว่านี้มาก ด้านกราฟระยะกลางตีวงโค้งเป็นถ้วย มีเป้าหมายครบรูปที่ 5 บาท ของดี พื้นฐานแกร่ง กราฟสวย ช่วยกันสะสมแรงซื้อหุ้นใหญ่ฟื้นตัวหนุนดัชนี SET กลับมายืน 1500-03 จุด แกว่งตัวขึ้นต่อไปส่วนเงินยูโรแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบดอลลาร์สหรัฐ หลังจากมีสัญญาณที่ดีเกี่ยวกับความพยายามในการคลี่คลายวิกฤตหนี้สินของกรีซ โดยสื่อต่างประเทศรายงานว่า นายกรัฐมนตรีอังเกล่า แมร์เคลของเยอรมนี อาจจะยอมรับเงื่อนไขการปฏิรูปเศรษฐกิจของกรีซอย่างน้อย 1 เงื่อนไข ซึ่งถือเป็นข้อกำหนดที่กลุ่มเจ้าหนี้จะใช้ประกอบการตัดสินใจในการให้ความช่วยเหลือกรีซนักลงทุนยังคงเดินหน้าซื้อสัญญาทองคำ พร้อมกับจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐในสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยอดค้าปลีกพ.ค., จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เพื่อประเมินแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดว่าจะเกิดขึ้นในปีนี้หรือไม่,แนวรับ 110 แนวต้าน 117,125ทั้งนี้ หากรวมมูลค่า บิ๊กล็อต ทั้ง 2 วันนั้นรวมแล้วมีมูลค่าถึง 1.7 หมื่นล้านบาท ในราคาเฉลี่ยเดียวกันคือ 12.44 บาทต่อหุ้นทั้งนี้บริษัทมีแผนที่จะเปิดโครงการใหม่ 34 โครงการในปีนี้ ซึ่งเชื่อว่ามีความเสี่ยงน้อยมากที่ยอดจะพลาดเป้าเนื่องจากบริษัทมีที่ดินสำหรับโครงการที่จะพัฒนาอยู่ในมือแล้วฟิทช์คาดว่าผู้ประกอบการทุกรายจะยังคงแข่งขันกันรุนแรงทั้งในด้านค่าบริการข้อมูล และกิจกรรมส่งเสริมการขายเครื่องโทรศัพท์ เพื่อเพิ่มการใช้บริการด้านข้อมูล AIS น่าจะได้รับประโยชน์มากที่สุดสำหรับการเติบโตในส่วนของการใช้ข้อมูล เนื่องจากคุณภาพเครือข่ายที่ดีกว่าผู้ประกอบการรายอื่น AIS ได้มีการลงทุนขยายเครือข่าย 3G อย่างมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้สถานะด้านการแข่งขันเมื่อเทียบกับคู่แข่งในด้าน Non-voice service ของ AIS แข็งแกร่งขึ้นแม้ว่าบริษัทจะไม่มีบริการ 4G ในไตรมาส 1 ของปี 2558 รายได้จาก Non-voice service ของ AIS เติบโตอย่างแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น 33.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ที่ 26.7% ส่วนแบ่งทางการตลาดของรายได้ Non-voice service ของ AIS ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 2.6% เป็น 50.5% ในไตรมาส 1 ของปี 2558 จาก 47.9% ในไตรมาส 1 ของปี 2557 ,แต่ถ้าราคาหุ้นปิดต่ำกว่า 158 ลงไป จะมีแนวรับถัดไปที่ 154 S P คงอันดับความน่าเชื่อถือสหรัฐที่ AA+ แนวโน้มมีเสถียรภาพ。

Three recent papers attempt to look at the next stage of the world’s most important relationship.

The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay
Credit: The White House

The Asia security field is a crowded one these days, and that is a good thing. The region is confronting a number of destabilizing threats: disputes over islands in the South and East China Seas, weak governance in several Southeast Asian nations, and continuing?uncertainty over North Korea’s intentions and capabilities, among others. All are long-term, ongoing challenges, and the more ideas that get out there about how to manage these issues, the better.

No issue gets as much attention, however, as the U.S.-China relationship and what it means for regional security. For most, it boils down to whether the era of U.S. primacy is over. If it is, what should the next stage look like and how does China fit in? If not, how does the United States preserve its role as the fundamental security guarantor in the region and how does China fit in?

Three recent, thoughtful reports/papers attempt to address this question: the first, “Revising U.S. Grand Strategy Toward China”?by my CFR colleague Robert Blackwill and Carnegie Endowment scholar Ashley Tellis; the second, “The Future of U.S.-China Relations Under Xi Jinping: Toward a New Framework of Constructive Realism for a Common Purpose”?(pdf)?by former Australian Prime Minister Kevin Rudd; and the third, “Beyond American Predominance in the Western Pacific: The Need for a Stable U.S.-China Balance of Power”?by Carnegie Endowment scholar Michael Swaine. Each adopts a different approach and arrives at different conclusions, although the Rudd and Swaine analyses are largely compatible. Blackwill and Tellis explicitly seek to develop a roadmap for continued U.S. primacy in the Asia Pacific. Rudd and Swaine, in contrast, argue that such an effort is unrealistic, even harmful, given the realities of U.S. commitments and domestic politics, as well as China’s intentions and growing capabilities. Both Rudd and Swaine seek to have the United States and China sacrifice near-term interests for a longer-term greater good. However, Rudd places a much greater burden of compromise on the United States, while Swaine is more even-handed in his call for accommodation by both sides.

I was most eager to read the Rudd report. I have heard the former prime minister speak on a number of occasions and have always been impressed by his insights. In his report, Rudd assumes the role of peacemaker—trying to bridge the gap between the “private or semi-private narratives each side [the United States and China] may have about the other.” Although ostensibly designed to speak equally to Chinese and U.S. policymakers, the report is, for the most part, designed for a U.S. audience—explaining China and the Chinese perspective to Americans and offering recommendations for Washington.

Rudd’s argument is premised on his belief that Chinese President Xi Jinping is someone with whom the United States can work, that he is prepared to take calculated risks, and that there is now a window in China for Washington and Beijing to strike a grand bargain. According to Rudd, it is up to the United States to use this space as creatively as possible, while it lasts. While this is an appealing narrative, the report does not make?clear why Rudd believes this. Rudd also leaves the reader hanging when he asserts that China will become a more active participant in the reform of the global rules-based order and that it will bring a “new, forthright Chinese voice in the world.” It would have been helpful had the prime minister explained whether this voice will mean more Air Defense Identification Zones or more Asian Infrastructure Investment Banks or both. The implications for the region are vastly different.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

There are also some off-putting notes. Rudd begins by announcing that the Chinese economy will continue to thrive, noting: “Sorry, but on balance, the Chinese economic model is probably sustainable.” It is an awkward pronouncement that assumes that Americans want the Chinese economy to fail—something very few Americans, in fact, desire. (What Americans do want is a thriving Chinese economy that offers a fair and open trade and investment environment.)

While bold and fun to read, Rudd’s analysis of Xi’s presidency and the potential for significant new cooperation with the United States—should only the United States?seize the moment—ultimately falls short because it is difficult to find the evidence to support it. Xi may well have the political capital to strike a grand bargain, but Rudd’s faith in him notwithstanding, it remains unclear that he wants one.

The lack of demonstrable Chinese interest in a more accommodating regional security posture makes me initially sympathetic to the dominant theme of the Blackwill and Tellis report. As Blackwill and Tellis note, the current Chinese leadership has offered little indication—either in words or action—that it does not have as its endgame supplanting the United States as the regional hegemon. However, the report adopts such an uncompromising stance on any potential for the United States and China to find common ground that it loses me along the way. There is a built-in assumption that China necessarily wants to supplant the United States—not simply this regime at this moment in time. Such a deterministic understanding of Chinese politics and interests ignores ongoing debates within the country and the potential for new understandings to emerge

The recommendations (as in the Rudd report) run several pages, and for the most part, they represent a coherent strategy for the United States. Blackwill and Tellis have flipped the current hedging strategy from its emphasis on engagement with limited containment to containment with limited engagement. Much paper is devoted to strengthening military and economic ties with our allies. Still, it is difficult to understand, at times, how the containment and engagement will all work together—for example, “agreeing on enhanced security confidence-building measures between the two sides” while the United States establishes a new technology-control regime and levies an across-the-board tariff on Chinese economic goods in response to Beijing’s cyberattacks. Whatever its weaknesses, however, the report raises appropriate alarm bells concerning the challenge that many current Chinese economic and security behaviors pose for U.S. interests and the necessity of addressing them directly.

Ultimately, I thought the quietest piece—the one released with the least fanfare—was the most thought-provoking and compelling. Swaine offers a reasonably even-handed assessment of both the U.S. and PRC perspectives and tackles head on the problem that Beijing and Washington have concerning “clashing assumptions and beliefs about the requirements for continued order and prosperity in Asia.” He also identifies several very specific areas for potential cooperation, including the Korean Peninsula, Taiwan, and the management of maritime territorial disputes, and then proceeds to lay out how actual progress might be realized through various trade-offs. For example, he suggests that the United States halt arms sales to Taiwan in return for credible assurances by Beijing that it will not use force against Taiwan (except in the case of a dejure declaration of independence) and acceptance that unification would be peaceful and must involve the consent of people of Taiwan. One can agree or not with all of Swaine’s analysis or prescriptions, but in a much shorter piece, he takes the reader deeper and farther into understanding the challenges at hand and the potential roadmap for resolution.

Elizabeth C. Economy is?C.V. Starr Senior Fellow and Director for Asia Studies at the Council on Foreign Relations. She is an expert on Chinese domestic and foreign policy and U.S.-China relations and author of the award-winning book,?The River Runs Black: The Environmental Challenge to China’s Future.?This post appears courtesy of?CFR.org?and?Forbes?Asia.