China, What's Next?

ฝาก 10 รับ 100 joker วอ เลท: China’s Challenges: Environment

ใบ ตรวจ หวย สลากกินแบ่ง รัฐบาล,S50U15:34.14 แนวโน้มขึ้นทดสอบ 34.20 แต่เป็นจังหวะ Open Short เพื่อคาดหวังการปรับตัวลดลงไปทดสอบแนวรับที่ 34.00ทั้งนี้ BR เป็นผู้ผลิตเนื้อเป็ดครบวงจรยักษ์ใหญ่ของไทย และมองว่าราคาหุ้นจะ Perform ได้ดีจากอัตรากำไรขั้นต้นที่เด่นกว่าหุ้นในกลุ่ม ขณะที่ภาพตลาดเนื้อเป็ด ก็ดูจะมีความเสี่ยงที่ต่ำกว่าเนื้อไก่ กุ้ง หมู อย่างมาก จากระดับอุปสงค์-อุปทาน ที่อยู่ในระดับที่สมดุลทั้งตลาดใน-ต่างประเทศ รวมทั้งยังเป็นธุรกิจของไทยที่แทบจะไม่พบการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศอีกด้วย การขยายกำลังการผลิตระหว่างปี 57-59 และต้นทุนการเงินที่ลดลงจากการ IPO ในครั้งนี้ ทำให้ภาพระยะกลาง-ยาวของ BR ดูน่าสนใจ、นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบในร่างพ.ร.ฎ.ขยายระยะเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 10% เหลือ 7% ออกไปอีก 1 ปี หลังจากครบกำหนดในเดือนก.ย.ปีนี้ตามที่กระทรวงการคลังเสนอรวมถึงเศรษฐกิจโลกโดยรวมยังเปราะบาง โดยเฉพาะวิกฤตหนี้กรีซ ที่จะส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรป เศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว รวมทั้งความเสี่ยงจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ซึ่งอาจทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างผันผวน ,โดยภาคตะวันออกเป็นภูมิภาคเดียวที่รอดพ้นจากวิกฤตภัยแล้ง เพราะมีการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการสอดรับตามยุทธศาสตร์ของภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารจัดการน้ำด้วยระบบ Water Grid ของ บมจ.จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก หรืออีสท์วอเตอร์ ทำให้สามารถป้อนน้ำให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมในอีสเทิร์น ซีบอร์ด รวมถึงอุปโภคบริโภคได้ไม่ขาด SET ปิดเช้าบวก 2.56 จุด ITD ซื้อ-ขายสูงสุด 817.97 ลบ.BR = 10.60 / 11.00, PTT = 342 / 345, PTTGC = 69.50 / 70.00, AOT = 304 / 307, JAS = 5.40 / 5.50 5.80แนวรับ 24.50 แนวต้าน 27.00JMT-W1 มีจำนวน 73,999,545 หน่วย อัตราการใช้สิทธิ 1 ใบสำคัญแสดงสิทธิ : 1 หุ้นสามัญใหม่ ราคาการใช้สิทธิ 18 บาทต่อหุ้น อายุใบสำคัญแสดงสิทธิ 3 ปี นับจากวันออกใบสำคัญแสดงสิทธิ (วันที่ 30 มิ.ย. 2558)ราคาใบสำคัญแสดงสิทธิ 0.00 บาทต่อหน่วย กำหนดวันใช้สิทธิครั้งแรก 30 ก.ย. 2558 ส่วนวันใช้สิทธิครั้งสุดท้าย 29 มิ.ย. 2561。 ระดับราคาได้มีรูปแบบ Island Bottom ซึ่งเป็น Reversal Pattern ที่มีความแรงสูงมากและที่สำคัญเกิดขึ้นหลังจากตกต่ำลงมาอย่างหนักหน่วงในหลายเดือนที่ผ่านมาทาให้ระดับราคาจะมี Technical Rebound อย่างจริงจังเกิดขึ้นได้ราคาหุ้น บริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด (มหาชน) หรือTASCOณ เวลา 10.11 น.อยู่ที่ 23.50 บาท บวก 0.20 หรือ 0.86% มูลค่าการซื้อขาย 82 ล้านบาท ซื้อ รับเหมาฯ CK STEC SEAFCO เกิดสัญญาณซื้อพร้อมๆ กัน : แนะนำ ซื้อ กลุ่มรับเหมาฯ จากคาดการณ์การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เร่งตัวขึ้นตั้งแต่ 2H15 เป็นต้นไป ไม่ว่าจะเป็นรถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน สนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 มูลค่าลงทุนรวมกว่า 4 แสนล้านบาท ขณะที่รถไฟฟ้า 4 สายจะเริ่มประมูลภายในต้นปี 2016 แนะนำ ซื้อ CK (ต้าน 28.50 และพื้นฐาน 35 บาท), STEC (ต้าน 24.50 และพื้นฐาน 29.0 บาท) และ SEAFCO (ต้าน 12.40 และพื้นฐาน 15.0 บาท) ขณะที่ เก็งกำไร ITD (แนวต้าน 8.35/8.50), UNIQ (แนวต้าน 18.8/19.30)โดยแผนระยะสั้น ระยะเวลาดำเนินการปี 58-59 จะเน้นการแก้ปัญหาน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคให้ทั่วถึงทั้งประเทศ ตั้งเป้าหมายให้มีน้ำประปาใช้ในหมู่บ้าน 7,000 แห่งที่ยังไม่มีใช้ รวมถึงเพิ่มพื้นที่ในการกักเก็บน้ำ เช่น การขุดบ่อน้ำในไร่นาจากเดิม 50,000 แห่ง เป็น 200,000 แห่ง การทำแก้มลิง เป็นต้นอีกทั้ง มีมุมมองบวกต่อการลงทุนในลักษณะโรงไฟฟ้าปากเหมือง จากที่มองว่าจะช่วยหนุนให้ BANPU มีกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอมากขึ้น เมื่อเทียบกับธุรกิจหลักที่มีผลประกอบการที่ผันผวนตามราคาของถ่านหิน โดยเงินลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าหงสาอยู่ที่ 3,710 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยคาดหวัง IRR ในระดับที่มากกว่า 10%*PS แนะนำซื้อเก็งกำไรในกรอบแนวรับแนวต้าน News Summary: สรุปข่าวประจำวันที่ 14 ก.ค.58 โดยได้รับปัจจัยบวกจากต่างประเทศที่ตลาดหุ้นต่างปรับตัวขึ้น ในเรื่องกรีซที่บรรลุข้อตกลงกับทางเจ้าหนี้แต่ต้องติดตามการประชุมรัฐสภาผ่านกฎหมายของกรีซในคืนนี้ และกลุ่มพลังงานบวกขึ้นมากด้วยราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวขึ้น ตอบรับข่าวดีหลังอิหร่านสามารถบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์กับประเทศมหาอำนาจ แลกกับการยกเลิกการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของนานาชาติ ทำให้โลกมั่นคงปลอดภัยยิ่งขึ้น อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือ แถลงการณ์ของนางเยลเลน หาสัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ หลังจากที่ได้ยืนยันแผนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสหรัฐในปีนี้เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยประธานเฟดจะแถลงนโยบายการเงินรอบครึ่งปีต่อสภาคองเกรสในวันพุธและวันพฤหัสบดี หุ้นที่บวกดัชนี คือ DTAC SCC INTUCH TMB CPALL TUF PS IRPC BTS หุ้นที่ลบดัชนี คือ AOT KBANK BDMS CPN BH BBL BAY KTB HANAแนะนำซื้อ GEL โดยมีแนวรับที่ 0.80 และ 0.78 และมีแนวต้านที่ 0.86 และมีแนวต้านถัดไปที่ 0.90 เป็นจุดขายทำกำไร แนวต้านสำคัญ 0.95。

นายกฯ สั่งเพิ่มขนาดไลเซ่นส์ประมูล 4G เป็นใบละ 15 MHzกรีซและกลุ่มเจ้าหนี้ยุโรปสามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ในที่สุด โดยกลุ่มเจ้าหนี้กำหนดเงื่อนไขว่า กรีซอาจได้รับเงินกู้งวดใหม่มูลค่า 8.6 หมื่นล้านยูโร (9.6 หมื่นล้านดอลลาร์) หากรัฐบาลกรีซยินยอมดำเนินการตามมาตรการรัดเข็มขัด ข่าวดังกล่าวส่งผลให้นักลงทุนเทขายสัญญาทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย และเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนมักจะเข้าซื้อเมื่อเศรษฐกิจและการเมืองทั่วโลกตกอยู่ในความผันผวนและไม่แน่นอน, “บางกอกแร้นช์” ลงสนามเทรด 15 ก.ค.ตามนัด มั่นใจขึ้นเจ้าตลาดเป็ดเบอร์ 1 หุ้นยุโรปเปิดตลาดทรงตัว ขณะนักลงทุนจับตาผลประชุมรัฐสภากรีซ, สรุปซื้อขายกระดานรายใหญ่ (ภาคเช้า) POST มูลค่าสูงสุด 70 ลบ.SET : พักเอาแรง。 ธนาคารกลางจีนประกาศว่า ธนาคารจะดำเนินนโยบายการเงินอย่างรอบคอบต่อไป และจะปรับปรุงความสามารถของระบบการเงินให้ตอบสนองเศรษฐกิจที่แท้จริงของประเทศ ค่อนข้างนิ่งอาจเพราะยังไม่มีปัจจัยใหม่ และตลาดคงรอตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐคืนนี้ ส่วนตัวเลข CPI เยอรมนีที่ออกมาก็ไม่ได้มีผลเท่าไหร่ อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามประเด็นของกรีซต่อเนื่องหลังจากเริ่มมีความผ่อนคลายไปได้ระดับหนึ่งแล้ว นักบริหารเงินกล่าว ,ขณะที่ ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มโรงพยาบาลของไทยที่ยังคงมีแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว ส่วนในแง่ราคาหุ้น ยังคงให้ BDMS เป็น Top pick จากส่วนต่างราคาหุ้นเมื่อเทียบกับเป้าหมาย (24.30 บาท) โดยมีปัจจัยหนุนในเชิงพื้นฐานจากการขยายโรงพยาบาลที่ต่อเนื่องในอนาคตและฐานะการเงินที่แข็งแกร่งมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ทั้งหมด (Total Market Turnover) 31,766.03 ล้านบาท ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้นบ่ายนี้ ขานรับกรีซ-เจ้าหนี้บรรลุข้อตกลงใบ ตรวจ หวย สลากกินแบ่ง รัฐบาล,บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส(ประเทศไทย)ระบุในบทวิเคราะห์ฯฯประเมินมูลค่าเหมาะสมของใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของ บมจ.เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส(JMT)ใช้ชื่อย่อว่า JMT-W1 ตาม Black-Scholes แบบ Conservative จะได้มูลค่าในกรอบ 2.607-1.959 บาท เมื่อราคาหุ้น JMT เคลื่อนไหวในกรอบ 16.60-15.20 บาท โดยมี Dividend yield 1.89%, Dilution effect 16.67%, Risk free rate 4.00%, Volatility 30% HFT ถ้าประเมินกันด้วยหลักเหตุและผลแล้ว แนวโน้มกำไรของบริษัทน่าจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหากเทียบกับช่วงปีที่ผ่านมา เนื่องจากยอดขายยางรถมอไซด์ควรจะเติบโตขึ้นแข็งแกร่ง เพราะยอดการจำหน่ายจักรยานยนต์ในแถบเพื่อนบ้านขยายตัวอย่างน่าตกใจ บริษัทที่ปล่อยสินเชื่อหลายบริษัมมียอดถล่มทลาย และผลก็มาตกแก่บริษัทในเรื่องของการขายยางรถนั่นเอง ขณะที่ยอดขายมีแนวโน้มโต ยอดกำไรควรจะดีขึ้นด้วยเช่นกัน โดยอัตราการทำกำไรควรจะเพิ่มขึ้นเมื่อราคายางในตลาดโลกตกต่ำอย่างมาก เราสามารถสังเกตได้จาก Q1 อัตราทำกำไรเกือบ 13% ดีขึ้นราว 1% จากค่าเฉลี่ยปีก่อน และใน Q2 ควรจะดีขึ้นไปอีกเพราะราคายังทรุดต่อเนื่อง ถ้าประเมินแบบ conservative ให้ยอดรายได้โตเพียง 10% และอัตรากำไรที่ 13% จะทำให้ปีนี้ net profit สูงถึง 365 ล้านบาท เติบโต 31% เลยนะ และจะทำให้ EPS สูง 0.55 บาท ถ้าประเมินเพียง PE 10 เท่าจะได้เป้า 5.50 บาทมี upside จากราคากระดาน 46% ค่า PE ของ HFT อิงจากราคากระดาน ตอนนี้แค่ 8 เท่า จะถูกไปไหนกันละนั่น ทยอยซื้อสะสมและสั้นๆรอ Follow Buy เหนือ 0.46 บาทความเห็น: แรงเหวี่ยง 2.58; ให้ขายตัดขาดทุนหากราคาต่ำกว่า 2.40。

The environmental limits on China’s current road of economic growth will become increasingly apparent over the next five years, prompting policymakers to either change direction or brace for a nasty collision.

China’s Challenges: Environment
Credit: Leo Fung

The environmental limits on China’s current road of economic growth will become increasingly apparent over the next five years, prompting policymakers to either change direction or brace for a nasty collision.

Their ability to do so will depend on what they are driving—which remains open to question. For all the talk of the ‘Chinese model,’ nobody can seem to agree whether it’s a juggernaut or a jalopy.

From a purely economic perspective, it looks very much like a juggernaut. Having overtaken Japan and still motoring along at double-digit pace with a fifth of the world’s population on board, the speed and size of China’s GDP is awe-inspiring. But from an environmental viewpoint, it more closely resembles a jalopy—belching fumes, wasting fuel and constantly in need of a radiator refill.

Over the past five years, China has become the world’s biggest energy consumer and greenhouse gas emitter. Its longstanding problem of water scarcity in the north has been compounded by pollution, overuse and drought, to leave an accumulated deficit of more than 200 billion cubic meters.

These problems show no signs of abating without an overhaul. On the latest trends of population growth, rising affluence and energy use, the emissions of the average person in China will surpass those of Europeans within five years and Americans within 10. Demands for water, energy, food and almost every other resource will also intensify, despite warnings that they are already beyond sustainable levels.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Until now, Beijing has managed to avert a crisis with a series of supply-side solutions to provide more water and fuel, while tinkering with the engine mid-drive.

It has embarked on the world’s biggest hydro-engineering project—the South-North Water Diversion Project—to channel rivers to the dry north. It has intensified diplomatic and trade efforts to secure coal, oil, timber and other resources in Australia, Africa and South America—adding to the competitive pressures with the United States. And it has boosted the efficiency of its industrial sector by investing heavily in new power plants and renewable energy.

The upgrade to a sleeker, low-carbon economy is an expensive and difficult task that is a long way from completion, but China appears ready to pay. Last year, it invested $34 billion in ‘clean technologies’ compared to the United States’ $18 billion, according to the World Resources Institute. The two biggest alternative energies—hydro and nuclear—will see a rapid expansion over the next decade, though they too have an environmental cost. Wind energy generating capacity is growing fast (China became number one in this field too last year), but more than a third isn’t yet connected to the grid. Development of solar power, eco-cities and electric vehicles has even further to go, but the government has committed considerable funds to realise these goals.

It has been far less willing to implement demand-side constraints, which is understandable given the relatively low living standards in China compared with developed nations and the fear of social instability if growth slows. Where it has been forced to impose limits—on pollution control—results have been mixed due to corruption, poor governance and the often conflicting goal of economic expansion. Given this background, the Politburo has preferred to set ‘intensity’ targets—for example on energy and carbon emissions—that are pegged to GDP.

But there are signs that this may be changing as the environmental road grows more bumpy, crowded and dry.? Beijing recently imposed its first restrictions on car ownership, cutting new registrations by more than two-thirds to alleviate traffic and pollution problems. Last month, state planners said China would impose a cap on annual water consumption of 670 billion cubic metres, as well as doubling spending on conservation and efficiency measures over the next 10 years.

In the next five-year economic plan—due to be unveiled in March—the government will also introduce pollution reduction targets for nitrogen oxide and ammonia in addition to the existing goals for sulphur dioxide and chemical oxygen demand. Along with a proposed environmental tax, this is likely to add to the costs of industry, but it should mean that China’s notorious smogs finally start to dissipate.

To the frustration of many trade partners—particularly Japan and the United States—the government is also limiting exports of rare earths used in high-tech manufacturing. This is partly justified on environmental grounds—the mining is dirty and China no longer wants to be a supplier of primary resources—but largely because it wants to move up the value chain by keeping those metals for production of home-made technology.

A still cleaner shift of direction, however, would entail an overall target to limit energy use—and by association set a peak for carbon emissions. This radical step is still being debated by five-year planners, who are trying to reduce China’s dependency on coal, which is the main source of greenhouse gas and acid rain, as well as being a blight on agricultural land and river systems. For all its investment in clean technologies, China remains addicted to this dirtiest of fossil fuels, which still supplies 77 percent of the nation’s energy.

Limiting the use of this primary fuel is essential for China and the world. Without this change, there can be no transition from carbon-burning jalopy to high-tech juggernaut and the drivers of the economy will find it harder to maintain control.

Easing off the accelerator now will be far easier than slamming the brakes later on.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Jonathan Watts is the Guardian’s Asia environment correspondent and author of ‘When a Billion Chinese Jump: How China Will Save the World – or Destroy It.’