Trans-Pacific View | Politics

mthai สลาก: The US Consensus on China Is Just a Mirage

สล็อต ทุน น้อย,APURE (1.39 บาท)บริษัทแสนสิริเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย ณ วันที่ 12 สิงหาคม 2558 บริษัทมีโครงการที่อยู่อาศัยจำนวน 104 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 140,000 ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการคอนโดมิเนียมในสัดส่วน 52% ของมูลค่าโครงการทั้งหมด บ้านเดี่ยว 40% และทาวน์เฮ้าส์ 8% ราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยของที่อยู่อาศัยโดยรวมอยู่ที่ 3.5 ล้านบาท บริษัทมีมูลค่ายอดขายรอการรับรู้รายได้ ณ วันที่ 12 สิงหาคม 2558 เท่ากับ 27,000 ล้านบาท (ไม่รวมยอดขายรอการรับรู้รายได้จากโครงการร่วมทุนมูลค่า 5,727 ล้านบาท) และมีจำนวนหน่วยเหลือขาย (รวมทั้งยูนิตที่ก่อสร้างแล้วและยังไม่ได้ก่อสร้าง) มูลค่าประมาณ 60,000 ล้านบาทแนวรับ 1.17 แนวต้าน 1.32,โดยคาดว่าสัดส่วนดังกล่าวจะสามารถขึ้นไปถึง 45-50% ภายในสิ้นปี 2558 พร้อมแนะ ซื้อ หุ้น WORK ที่เคจีไอฯชอบมากที่สุด ทั้งในเรทติ้งของช่องที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง และสามารถสร้างกำไรเติบโตอย่างต่อเนื่องด้วย โดยให้ราคาเป้าหมาย 51 บาท,ตลาดภูมิภาคยังบวกต่อ ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดภาคเช้าที่ +1.42% ตลาดหุ้นมาเลเซีย +0.80% รับสัญญาณบวกจากกระทรวงแรงงานสหรัฐ ประสิทธิภาพการผลิตของแรงงานนอกภาคเกษตร เพิ่มขึ้น 3.3% ในไตรมาส 2 เทียบรายไตรมาส โดยเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปี 2556 ได้แรงหนุนจากผลผลิตและจำนวนชม.ทำงานที่เพิ่มขึ้นนอกจากนี้ ธนาคารกลางสหรัฐเปิดเผยในรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของสหรัฐยังคงมีการขยายตัวในช่วงตั้งแต่เดือนก.ค.ถึงกลางเดือนส.ค.ส่วนสต็อกน้ำมันกลั่น ซึ่งรวมถึงฮีตติ้งออยล์และน้ำมันดีเซล เพิ่มขึ้น 115,000 บาร์เรล สู่ระดับ 150 ล้านบาร์เรล เทียบกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1.2 ล้านบาร์เรล สำหรับอัตราการใช้กำลังการกลั่นน้ำมันลดลง 1.7% สู่ระดับ 92.8% ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลง 0.5%นอกจากนี้ ล่าสุด บริษัทยังทุ่มงบการตลาดกว่า 10 ล้านบาท จัดงาน BIG CAMERA BIG PRO DAYS ครั้งที่ 9 ระหว่างวันที่ 1-6 ก.ย.58 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิร์ด ตั้งเป้ายอดขายจากงานนี้ราว 100 ล้านบาท และในช่วงไตรมาส 4/58 บริษัทจะมีจัดแคมเปญใหญ่อีก 2 งาน อีเวนท์หลักก็คือ งานโฟโต้แฟร์ และบิ๊กโบนัส ซื้อสินค้าได้คูปองชิงโชค โดยทั้งปีใช้งบการตลาดราว 40 ล้านบาท ดังนั้น จึงคาดว่ายอดขายครึ่งปีหลังน่าจะดีกว่าครึ่งปีแรก แนวรับ : 92.00 และ 91.00ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นไทยช่วงเช้าร่วง 20 ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยดัชนีฯล่ล่าสุดเมื่อเวลา 16.05 น. ดัชนีหุ้นไทย อยู่ที่ 1,363.03 จุด ลบ 19.38 จุด หรือ 1.40% สูงสูง 1,384.18 จุด และต่ำสุด 1,362.27 จุด มูลค่าการซื้อขาย 34,027.48ล้านบาทประกอบด้วยสถานี 16 แห่ง ระยะทาง 23 กิโลเมตร มีความคืบหน้าเป็นไปตามแผนการดำเนินงานด้วยดี ทั้งงานก่อสร้าง งานระบบราง งานระบบไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตขบวนรถไฟฟ้า จากประเทศญี่ปุ่น จำนวน 21 ขบวน 63 ตู้ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบความเรียบร้อยก่อนการส่งมอบมายังประเทศไทย คาดว่าจะเริ่มทยอยรับรถในเดือน ก.ย.58 และร่วมทดสอบระบบและการเดินรถได้ภายในปลายปี 58 เชื่อมั่นว่าจะเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบในเดือน ส.ค.59รวมทั้งโครงการโรงงานผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ (CBG 2) ที่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ดำเนินการแล้วเสร็จเช่นกัน บวกกับการรับรู้รายได้จากการเข้าซื้อกิจการของ APC ทำให้บริษัทรับรู้รายได้ประมาณ 300 ล้านบาททั้งนี้ รายงาน Beige Book ของเฟดระบุว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจในภูมิภาคส่วนใหญ่ของสหรัฐยังคงขยายตัวได้ดีในช่วงเดือนก.ค.จนถึงกลางเดือนส.ค. และคาดว่าเศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆจะยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจ : จำหน่ายสินค้าไอทีประเภทคอมพิวเตอร์แล็บท็อป คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะPTTGC/56.75 ราคาทรงตัว แต่กรอบค่อนข้างกว้าง ขณะที่เครื่องมือยังให้น้ำหนักทางขึ้น อย่างน้อยน่าลุ้นไปแนวต้านเดิมได้ เก็งกำไร แนวรับ 56.25 แนวต้าน 60.00 Cut loss 55.50 บ.เนื่องจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้มีความสะดวก จะเพิ่มความคล่องตัวในการเชื่อมโยงการคมนาคมขนส่งจากส่วนกลางไปยังภูมิภาค ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลนี้ที่ต้องการสร้างความเข้มแข็งด้านเศรษฐกิจให้กับภูมิภาคและจังหวัดต่างๆ ส่วนเอกชนนั้นพร้อมที่จะเข้าลงทุนในส่วนที่สนับสนุนเช่น จุดพักรถ หรือร้านค้าร้านอาหาร โรงแรม รวมถึงภาคการผลิตนักบริหารเงินเปิดเผยถึงค่าเงินบาทปิดตลาดเย็นนี้ (1 ก.ย.) อยู่ที่ระดับ 35.74 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าจากเปิดตลาดช่วงเช้าที่ระดับ 35.82 บาท/ดอลลาร์ เคลื่อนไหวตามภูมิภาค ระหว่างวันเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 35.69-35.83 บาท/ดอลลาร์,ระยะสั้นแกว่งในกรอบ sideway หรือในกรอบระหว่าง 17-18.80 บาท คาดว่าจะยังไม่มีทิศทางชัดเจนจนกว่าจะแกว่งออกจากกรอบ แนะนำเก็งกำไรในกรอบดังกล่าวไปก่อน ส่วนจุดตัดขาดทุนจะอยู่ที่ 16.90 บาท、ตรวจ หวย งวด ประจำ วัน ที่ 16 พฤษภาคม 63、หุ้นบวกดัชนี SCC BH PTTGC MINT BDMS ADVANC MAKRO EA TUF BAY LH S INTUCH CPF,ระดับราคาได้มีสัญญาณซื้อของแนวโน้มในระยะกลางที่จะมีแนวต้านเป้าหมายใหญ่ที่บริเวณ 27.00 บาทโดยสัญญาณซื้อเกิดจากการ Break แนวต้านที่ 2.38 บาทซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นทั้งนี้ จะส่งผลให้การจราจรบริเวณข้ามแยกเกษตร เหลือการจราจรเฉพาะพื้นที่ถนนแนวราบ เพียง 4 ช่องจราจร คือ ไป 2 ทาง และกลับ 2 ทาง โดยคาดว่าจะใช้เวลาในการรื้อถอนสะพานข้ามแยกเกษตร ประมาณ 2 เดือน ก่อนเริ่มดำเนินการก่อสร้างเสาตอหม้อรถไฟฟ้า ที่จะใช้เวลาอีกประมาณ 30 เดือน ด้านระบบการจราจรบริเวณสี่แยกมหาวิทยาเกษตรศาสตร์จะมีการปรับสัญญาณไฟจราจรใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพการจราจร รวมทั้งการขยายธุรกิจด้าน การให้บริการเช่าใช้ระบบคอนแทค เซ็นเตอร์ (Hosted Contact Center) ในชื่อการค้า EasyConnect ธุรกิจจัดหา ออกแบบและวางระบบคอมพิวเตอร์ และธุรกิจคลาวด์ คอมพิวติ้ง มีรายละเอียดของลักษณะการประกอบธุรกิจแต่ละประเภท。

นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG เปิดเผยว่า บริษัทคาดว่ารายได้ปีนี้จะเติบโตราว 6% จาก 5.51 หมื่นล้านบาทในปีก่อน เป็นผลจากปริมาณขายน้ำมันที่คาดว่าจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 20-25% หรือไม่ต่ำกว่า 2.2 พันล้านลิตร หลังเดินหน้าขยายสถานีบริการน้ำมันพีทีอย่างต่อเนื่องสำหรับ DW28 ที่เกี่ยวข้องได้แก่ S5028C1510A S5028P1509C และ S5028P1510B ซึ่งทั้ง 3 รุ่นมีวอลุ่มเทรดรวมกันกว่า 480 ล้านหน่วย ส่วนทางด้าน DW บนหุ้นรายตัว วอลุ่มลดลงในกลุ่ม DW หุ้นพลังงานและธนาคาร หลังจากที่หุ้นอ้างอิงแกว่งตัวในกรอบแคบ ขณะที่ DW บนหุ้นขนาดกลางปรับตัวขึ้นโดดเด่นจากการที่หุ้นอ้างอิงปรับตัวขึ้น เช่น SAMA28C1601A +18.4% และ BH28C1603A +13.7% เทียบกับหุ้นอ้างอิงที่ปรับตัวขึ้น +4.2% และ +5.3% ตามลำดับส่วนรายได้รวมในปีนี้น่าจะทำได้สูงกว่าปี 57 ที่มีรายได้ 660 ล้านบาท เนื่องจากครึ่งแรกมีรายได้แล้ว 734 ล้านบาท แต่แนวโน้มครึ่งปีหลังอาจมีรายได้ต่ำกว่าครึ่งปีแรก เนื่องจากจะมีการรับรู้รายได้จากการโอนที่ดินลดลงจากครึ่งปีแรกที่โอนไปแล้วกว่า 400 ล้านบาท หลังจากไตรมาส 2/58 บริษัทขายที่ดินแทบไม่ได้เลย ดังนั้น ไตรมาส 3-4/58 นี้จึงมีการโอนที่ดินน้อยมาก อย่างไรก็ตาม ครึ่งหลังรายได้จากสาธารณูปโภคจะสูงกว่าครึ่งแรก,นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากข้อมูลภาคการผลิตที่อ่อนแอของสหรัฐ โดยสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนี PMI ภาคการผลิต อยู่ที่ระดับ 51.1 ในเดือนส.ค. ลดลงจากระดับ 52.7 ในเดือนก.ค. โดยได้รับผลกระทบจากดอลลาร์ที่แข็งค่า และเศรษฐกิจโลกที่ซบเซานอกจากนี้ ดอลลาร์ยังขานรับรายงาน Beige Book ของเฟดซึ่งระบุว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจในภูมิภาคส่วนใหญ่ของสหรัฐยังคงขยายตัวได้ดีในช่วงเดือนก.ค.จนถึงกลางเดือนส.ค. และคาดว่าเศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆจะยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ นักลงทุนต่างก็รอดูตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนส.ค.ของสหรัฐที่จะที่จะมีการเปิดเผยในวันศุกร์นี้ ซึ่งคาดว่าจะทำให้มีความชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับช่วงเวลาที่เฟดจะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย,เนื่องจากราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ และราคาก๊าซหุงต้มปรับตัวลงตามราคาน้ำมันดิบโลกที่ลงไปแตะระดับต่ำกว่า 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือน ส.ค.58 โดยรวมแล้วอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน ส.ค.58 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า โดยมีราคาพลังงานเป็นปัจจัยฉุดรั้งหลัก ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อในส่วนของอาหารสดยังคงมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2สัญญาน้ำมันดิบดีดตัวขึ้นขานรับรายงานของกระทรวงแรงงานสหรัฐที่ระบุว่า ประสิทธิภาพการผลิตของแรงงานนอกภาคเกษตร เพิ่มขึ้น 3.3% ในไตรมาส 2 เมื่อเทียบรายไตรมาส โดยเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปี 2013 เพราะได้แรงหนุนจากผลผลิตและจำนวนชั่วโมงทำงานที่เพิ่มขึ้น นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าประสิทธิภาพการผลิตจะเพิ่มขึ้น 3% ในไตรมาส 2อีกทั้งในปัจจุบันบริษัทมีแผนเข้าซื้อกิจการโรงงานพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ในประเทศเวียดนาม มูลค่าไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านบาท ซึ่งเป็นแผนงานในอีกใน 2-3 ปีข้างหน้า โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจากับเจ้าของธุรกิจที่สนใจจะขายกิจการ แต่ยังติดปัญหาการเจรจาในเรื่องการซื้อ เนื่องจากบริษัทมีความต้องการจะซื้อกิจการ 100% แต่เจ้าของธุรกิจอยากจะถือหุ้นร่วม ทำให้ยังไม่สามารถตกลงกันได้ในขณะนี้อย่างไรก็ดี เนื่องจากงานเปลี่ยนสายไฟฟ้าลงดิน เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่มีระยะทางยาวกว่า 262 กม.และวงเงินสูงถึงกว่า 1.43 แสนล้านบาท ดังนั้นคาดว่าจะมีหลายบริษัทที่มีประวัติการรับงานประมูลจากภาครัฐ เข้ามามีส่วนร่วมกับโครงการนี้ด้วย ดังนั้น แนะนำว่า ควรเก็งกำไรบนประเด็นข่าวนี้ด้วยความระมัดระวัง เพราะหุ้นหลายบริษัทมีการปรับตัวขึ้นแรงเพื่อรับข่าวตั้งแต่วานนี้แล้ว แนวรับ : 7.80 และ 7.77 รฟม.-BMCL จ่อเปิดทดสอบเดินรถสายสีม่วงปลายปีก่อนบริการเต็มรูปแบบ ส.ค.59 แนะนำซื้อ SMPC โดยมีแนวรับที่ 5.35 และ 5.30 และมีแนวต้านที่ 6.00 และ 6.30 เป็นจุดขายทำกำไรโดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 และต่ำสุดในรอบ 15 เดือน จากสาเหตุสำคัญเรื่องความกังวลกรณีเกิดเหตุระเบิดราชประสงค์ สำหรับปัจจัยลบที่สำคัญ ประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) หรือสภาพัฒน์ ปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 58 เหลือ 2.7-3.2% จากเดิมคาด 3-4%, ควมกังวลเหตุระเบิดราชประสงค์กระทบจิตวิทยาเชิงลบต่อการท่องเที่ยว, ความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ไม่แน่นอนในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจจีนที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง อันอาจกระทบต่อการส่งออกและเศรษฐกิจไทยในอนาคต, การส่งออกไทยในเดือนก.ค. -3.56% และ ราคาพืชผลทางการเกษตรที่ยังทรงตัวระดับต่ำ รวมถึงปัญหาภัยแล้ง และเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงจากระดับ 34.31 บาท/ดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนก.ค.มาเป็น 35.42 บาท/ดอลลาร์ในช่วงสิ้นเดือนส.ค.โดยปัจจัยที่หนุนรายได้ให้เติบโตมาจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าราคาเม็ดพลาสติกที่เป็นวัตถุดิบจะปรับตัวลดลง ส่งผลต่อราคาขายผลิตภัณฑ์ลดลง แต่ปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นสามารถเข้ามาชดเชยได้ ขณะเดียวกันราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวลดลงราว 20% และการควบคุมต้นทุนการขายและการบริหาร (SG A) ของบริษัทที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น ส่งผลดีต่ออัตรากำไรสุทธิในปีนี้จะมีการปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 5% จากปีก่อนที่ 4.74%,สำหรับนาโนไฟแนนซ์ ถือเป็นนโยบายภาครัฐที่ต้องการให้ภาคเอกชนที่มีความพร้อมและมีความสนใจจะให้บริการสินเชื่อบุคคลแก่ประชาชนที่มีความต้องการใช้เงินทุนเพื่อการประกอบอาชีพ แต่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยบริษัทที่ให้บริการสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์นี้ สามารถให้สินเชื่อเพื่อการประกอบอาชีพได้ในวงเงินไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย และเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ย รวมกันไม่เกินร้อยละ 36 ต่อปี,สำหรับ DW28 ที่เกี่ยวข้องได้แก่ S5028C1510A S5028P1509C และ S5028P1510B ซึ่งทั้ง 3 รุ่นมีวอลุ่มเทรดรวมกันกว่า 480 ล้านหน่วย ส่วนทางด้าน DW บนหุ้นรายตัว วอลุ่มลดลงในกลุ่ม DW หุ้นพลังงานและธนาคาร หลังจากที่หุ้นอ้างอิงแกว่งตัวในกรอบแคบ ขณะที่ DW บนหุ้นขนาดกลางปรับตัวขึ้นโดดเด่นจากการที่หุ้นอ้างอิงปรับตัวขึ้น เช่น SAMA28C1601A +18.4% และ BH28C1603A +13.7% เทียบกับหุ้นอ้างอิงที่ปรับตัวขึ้น +4.2% และ +5.3% ตามลำดับดอลลาร์สหรัฐได้รับแรงกดดัน หลังจากข้อมูลภาคการผลิตและภาคบริการที่อ่อนแอของจีนได้จุดปะทุความวิตกเกี่ยวกับภาวะชะลอตัวอย่างรุนแรงของเศรษฐกิจจีน สหพันธ์พลาธิการและการจัดซื้อของจีน (CFLP) และสำนักงานสถิติแห่งชาติของจีน (NBS) เปิดเผยเมื่อวานนี้ว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของจีนในเดือนส.ค.ปรับตัวลงแตะ 49.7 จากระดับ 50 ในเดือนก.ค. ซึ่งบ่งชี้ว่า กิจกรรมภาคการผลิตของจีนเผชิญกับภาวะหดตัว。

Anyone hoping that U.S. China policy will avoid the pitfalls of growing political polarization is going to be disappointed.

The US Consensus on China Is Just a Mirage
Credit: Depositphotos

It’s been assumed that Washington, D.C. has finally reached a consensus on China and any suggestion that differences may persist is gently chided. U.S. relations with China are described as the “last bipartisan issue in Washington,” and there’s some evidence of that. Republican Senator John Barrasso said that China is an “enduring strategic threat to us” and emphasized that “[i]t’s important to speak with a unified voice.” Democratic Senator Tim Kaine said that “even if we had criticisms occasionally about Trump’s strategy on China, we didn’t criticize his motive. We thought, ‘He sees the challenge the right way.’” The U.S. public seems to be on board too, with the Pew Research Center reporting large bipartisan majorities of Americans in support of promoting human rights in China.

It’s not hard to see why either – China gives Americans the foreign adversary that they love to pit themselves against and provides a foolproof argument for stimulating domestic industry. China’s economic practices are problematic, its military posturing directly threatens U.S. allies, and reports of its human rights abuses are abhorrent. In other words, there’s something for everyone to dislike.

The problem is it won’t last. Nature abhors a vacuum; U.S. politics abhors consensus. As long as political incentives lead parties to differentiate themselves and exploit divisions to play to political bases, then any consensus will be superficial and fleeting. In fact, anyone hoping that exploiting a threat from China will bring Americans together is going to be disappointed – research has shown that external threats have almost no bearing on domestic polarization.

Just because there’s superficial consensus for now doesn’t mean the parties are identical, either. Meaningful differences exist between the parties – basically Republicans prefer military spending and Democrats prefer industrial policy, though that’s a crude oversimplification. But under conditions of polarization, what those differences are is less important than the fact that differences exist. In polarized politics, bipartisanship is a practical consideration rather than a value of its own. Once practical considerations change, the need for bipartisanship evaporates.

For one thing, political science research has shown that bipartisanship is an electoral strategy that works best when politicians want to secure the support of voters outside of their party, the proverbial swing voters – in other words, bipartisanship is not a natural condition but only possible when incentives permit it. During the Cold War, this helped enable the liberal internationalist coalitions that defined much of U.S. strategy toward the Soviet Union. But with the incentives for bipartisanship removed – and when incentives steer parties toward emphasizing differences – then it’s harder to see how a new “Cold War consensus” could emerge. As researchers Robert Shapiro and Yaeli Bloch-Elkon wrote in 2008, “differences between Democrats and Republicans, and liberals and conservatives, have been as high as 70 percentage points. By comparison, partisan differences did not reach more than 20 points during the Korean War.” In fact, foreign policy could even act as a wedge issue deliberately intended to divide voters by appealing to core constituencies and peeling away swing voters.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

It’s not hard to see how this could apply to U.S. policy toward China (and already has). Indeed, the fissures are already there to be exploited. Senate Minority Leader Mitch McConnell has already warned Democrats against putting government programs under the umbrella of “China policy.” Lines of attack against Biden have been opened from the left, not only from overtly socialist outlets like Jacobin but also from more mainstream outlets like The Progressive and The Nation, as well as members of Congress. Differences can emerge among voters too – in the Pew Research poll mentioned above, Republicans support limiting China’s power and growth more than Democrats by an almost 2:1 margin. In fact, Republicans and Democrats are inversed in terms of whether they prefer the promotion of human rights or preventing China’s rise.

Obviously, it’s often healthy to avoid consensus. Rather than being an intrinsic good unto itself, the value of consensus is the political space it makes available for constructive decision making. One of the reasons the United States found itself engaged in Afghanistan and Iraq for so long was because critical perspectives were marginalized in deference to a consensus that was based on faulty grounds. Some of the pushback against deepening confrontation with China is well-intentioned and thoughtful, relating to concern over what it may mean for military spending relative to other priorities, concern that the threat is exaggerated, or that it may limit the possibilities for cooperation in areas of common concern such as climate change.

The first problem isn’t that there’s something wrong with new and different ideas, it’s the question of what happens when it’s time to arbitrate among those different perspectives in order to actually move policy. This is especially challenging in intraparty disputes when political allies want input over the policy process and effectively circumscribe the options available to Biden. For example, the Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership (formerly just the TPP) is a massive agreement that meaningfully contributes to economic growth in the Asia-Pacific and sets a high standard for economic rules and norms, which will go a long way toward determining the geopolitical shape of the Asia-Pacific, but U.S. participation is a nonstarter given ratification is almost completely nonviable politically. If the United States maintains a light economic foothold in East Asia because executive orders and enforcement are the only practical steps the Biden administration can take, it ultimately won’t advance U.S. goals of setting rules and connecting markets.

Then there’s the other, bigger, and distinctly modern American problem of what to do when critics are opening lines of attack just for the sake of it and using distinction to create difference. It’s one thing to be an arbitrator in a marketplace of ideas, but a much different thing to do that when the critics aren’t arguing in good faith but still command serious influence in the policy process. This is why McConnell’s line about keeping initiatives to respond to China focused and limited can have the practical effect of putting a ceiling on the nature of Biden’s response and can lead to the possibility that initiatives take a least-common-denominator approach that garners the broadest support – very frequently, military spending, even if a more multifaceted response is in order. There’s also the ominous situation of hawks getting more hawkish simply to differentiate themselves from Biden, bringing with it the risk of such figures boxing themselves in on the options available to them and increasing the rhetoric that causes violence against Asian-Americans.

The most enduring consensus will be the mostly broad agreement on the nature of the challenge posed by Xi Jinping’s leadership, which itself is not a bad thing to come to an agreement on. Agreeing on how exactly to respond to that challenge will be much more difficult. If responding to China depends on bipartisan consensus, discerning which actors in Washington are operating in good faith and which are playing the role of an insincere spoiler will almost be as important as any strategy document.