Features | Diplomacy

american racing tips: The Modern China-Russia-US Triangle

ผล สลาก 16 สิงหาคม,สรุปหุ้น 10 อันดับแรกที่มีผลกดดัชนีภาคเช้า (28 ต.ค.)สำหรับหุ้นที่ลงแรงประจำวันนี้ (29 ต.ค.) ได้แก่บริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PSL ระบุว่า เรือขนส่งสินค้าแห้งเทกองขนาด 63,345 เดทเวทตันลำที่สอง ตามสัญญาสั่งต่อเรือกับ Taizhou Sanfu Ship Engineering Co. Ltd. ประเทศจีน ได้ต่อเสร็จและได้ส่งมอบให้กับบริษัทย่อยของบริษัทฯ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2558โดยในวันนี้ (29 ต.ค.) ที่ประชุมกทค. มีมติเห็นชอบตามความเห็นของคณะทำงานฯ ในการรับรองผู้ผ่านคุณสมบัติและมีสิทธิเข้าร่วมประมูลคลื่น 900 MHz จำนวน 4 ราย ได้แก่ 1.บริษัท แจส โมบาย บรอดแบรนด์ จำกัด ในกลุ่ม JAS 2.บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด ในกลุ่ม DTAC 3.บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด ในกลุ่ม ADVANC และ4.บริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ในกลุ่ม TRUE,ทั้งนี้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ออกแถลงการณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ซึ่งเสร็จสิ้นลงเมื่อคืนนี้ว่า ข้อมูลที่ได้รับนับตั้งแต่ที่คณะกรรมการ FOMC ประชุมกันในเดือนก.ย.บ่งชี้ว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจกำลังขยายตัวปานกลาง การใช้จ่ายภาคครัวเรือนและการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรของภาคธุรกิจได้เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ขณะที่ภาคที่อยู่อาศัยได้ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การส่งออกสุทธิอยู่ในภาวะอ่อนแอ ส่วนสต็อกน้ำมันเบนซินลดลง 1.1 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 218.6 ล้านบาร์เรล ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลง 900,000 บาร์เรล และสต็อกน้ำมันกลั่น ซึ่งรวมถึงฮีตติ้งออยล์และน้ำมันดีเซล ลดลง 3 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 142.1 ล้านบาร์เรล เทียบกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลง 1.9 ล้านบาร์เรลIMPACT(+) DELTA PTT IEC DTAC DIF JASIF BLA CK EPG EGATIF RAM BCP SSI STEC TK KSL CHGนอกจากนี้เมื่อพิจารณาถึงมูลค่าดุลการค้าของไทยช่วง 8 เดือนพบว่าในรูปเงินบาทไทยได้ดุลการค้าสะสมกว่า 201,113 ล้านบาท เป็นระดับมูลค่าดุลการค้าสูงสุดในรอบ 6 ปีเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีอื่นๆในอดีต ทำให้คาดการณ์ว่าภาพรวมดุลการค้าของไทยปี 58 จะกลับมาเกินดุลอีกครั้งในรอบ 5 ปี ผบ.ตร.แถลง บมจ.สามารถฯ เกี่ยวข้องคดี ม.112,ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามได้นำของกลางที่มีการตรวจยึดจากผู้ต้องหาทั้งหมดมาแสดงในสถานที่แถลงข่าว โดยมีทั้งอาวุธปืนหลาย 10 กระบอก วิทยุสื่อสารจำนวนมาก กีต้าร์ไฟฟ้ามูลค่าสูง และทรัพย์สินมีค่าหลายรายการ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้แก่ พระเครื่อง นอกจากนั้น ยังมีภาพแสดงสินทรัพย์ที่เป็นรถยนต์หรูและรถจักรยานยนต์จำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทรัพย์สินที่ยึดมาจากที่พักของ พ.ต.ต.ปรากรมความสำเร็จในประเทศไทยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวลงเทียบกับสกุลเงินเยนที่ 121.11 เยน จาก 121.21 เยน และลดลงเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิสที่ระดับ 0.9897 ฟรังก์ จาก 0.9952 ฟรังก์ ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียปรับลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐที่ระดับ 0.7077 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7086 ดอลลาร์อนึ่ง สปริงนิวส์เป็นบริษัทในเครือของบริษัท นิวส์ เน็ตเวิร์ค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ NEWS ซึ่งซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย,ปัจจัยไทย นางเกศรา มัญชุศรี(ตลท.)กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยคงยังผันผวนไปถึงปีหน้า โดยคาดว่าเศรษฐกิจในประเทศจะเติบโตดีขึ้น ประกอบกับ ประเมินว่าเฟดจะยังไม่พิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ ซึ่งนักลงทุนไทยและต่างประเทศส่วนใหญ่มองว่าเฟดจะทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงไตรมาส 1-2/59 แม้ว่าตลาดฯ จะรับรู้ข่าวนี้ไปแล้ว แต่ถ้าหากเฟดพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยเมื่อใดก็อาจจะทำให้ตลาดหุ้นผันผวนพอสมควร、free online casino games、ขณะที่ ใช้การหลุด 1.12 เป็นแนว stop loss,SET คาดว่า SET จะมีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบ 1,390-1,400 จุด ดัชนีมีแนวโน้มขาลงการประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเครดิต สวิส รายงานผลประกอบการที่ดีที่สุดเป็นประวัติการณ์ในเอเชียแปซิฟิก สำหรับช่วงเก้าเดือนแรกของปี 2558 โดยรับรู้รายได้ 3 พันล้านฟรังก์สวิส เติบโตขึ้น 17% และรายได้ก่อนหักภาษี 1.1 พันล้านฟรังก์สวิส เติบโตขึ้น 48%ขณะเดียวกัน สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เปิดเผยว่า ดัชนีการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) ร่วงลง 2.3% เมื่อเทียบรายเดือน สู่ระดับ 106.8 ในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นอันดับ 2 ของปีนี้ และเป็นการปรับตัวลงเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกันการร่วงลงของดัชนีมีสาเหตุมาจากปริมาณบ้านเสนอขายที่ลดน้อยลง ขณะที่ความผันผวนของตลาดหุ้นก็ส่งผลให้ผู้ซื้อชะลอการซื้อบ้าน โดยก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ดัชนีจะพุ่งขึ้น 1% ในเดือนก.ย.。

ดอลล์อ่อนค่าหลังจีดีพีสหรัฐฯขยายตัวน้อยกว่าคาดเฟดส่งสัญญาณอาจขึ้นดอกเบี้ย ธ.ค. ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตรึงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ 0-0.25% ในการประชุมวันที่ 27-28 ต.ค. พร้อมแถลงการณ์ การตัดสินว่าจะเหมาะสมหรือไม่ ในการปรับขึ้นกรอบเป้าหมายในการประชุมครั้งถัดไปนั้น คณะกรรมการกาหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) จะพิจารณาความคืบหน้าทั้งที่เกิดขึ้นจริงและที่คาดการณ์ในการเข้าใกล้เป้าหมายการจ้างงานสูงสุด และอัตราเงินเฟ้อที่ระดับ 2% ซึ่งการที่เฟดระบุโดยตรงถึง การประชุมครั้งถัดไป บ่งชี้ว่าเฟดมีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 15-16 ธ.ค. ภายหลังแถลงการณ์ของเฟดนักลงทุนต่างคาดว่ามีโอกาสมากขึ้นที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค. โดยตลาดสัญญาล่วงหน้าส่งสัญญาณบ่งชี้ว่ามีโอกาส 43% ที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค. เพิ่มขึ้นจาก 34% ก่อนเฟดแถลงการณ์รวมไปถึงการใช้มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลให้ภาคอสังหาริมทรัพย์เร่งงานก่อสร้างโครงการในรูปแบบต่างๆให้แล้วเสร็จ นอกจากนี้บริษัทยังเน้นการเข้ารับงานภาครัฐมากขึ้นด้วยทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในปี 58 บริษัทยอมรับรายได้จะลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนที่อยู่ที่ 167.23 ล้านบาท และน่าจะยังมีผลขาดทุนต่อเนื่องจากปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 42.98 ล้านบาท เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาบริษัทฯได้ปรับโครงสร้างการบริหาร จึงส่งผลต่อผลการดำเนินงานในภาพรวม ส่วนยอดการปล่อยสินเชื่อในช่วงที่เหลือของปี คาดว่าจะปล่อยได้อีกราว 200-300 ล้านบาท จากปัจจุบัน 350 ล้านบาท, Most Positive Impact: TPC (+0.21 จุด) DTAC (+0.18 จุด) LPH (+0.14 จุด) บอร์ด DNA ไฟเขียวตั้งบริษัทย่อย-ออกตั๋วแลกเงินEPG Trading buy ปิด 8.7 แนวรับ 8.7-8.5 แนวต้าน 9.0-9.2,ด้านราคาหุ้น บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAMART ณ เวลา 10.07 น.อยู่ที่ 20.70 บาท ลบ 0.40 บาท หรือ 1.90% มูลค่าการซื้อขาย 318.66 ล้านบาท ในเบื้องต้นประเมินว่าจะทำให้ราคาเหมาะสมของ SAMTEL จะลดลงจากเดิมราว 6 บาท มาอยู่ที่ 17 บาท และจะส่งผลให้ราคาเหมาะสมของ SAMART ลดลงได้ราว 4.40 บาท มาอยู่ที่ 20.10 บาท ทั้งนี้ในระหว่างรอความคืบหน้าเพิ่มเติม ทำให้ต้องปรับคำแนะนำการลงทุนใน SAMTEL และ SAMART จากเดิม ซื้อ เป็น อยู่ระหว่างทบทวน ทั้งนี้ SR ดำเนินธุรกิจให้บริการงานวิศวกรรมก่อสร้างสถานีวัดและระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ธุรกิจให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ และธุรกิจออกแบบและจำหน่ายระบบปั๊มอุตสาหกรรมและระบบวิศวกรรมที่เกี่ยวข้องให้แก่โรงงานอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าSET พักตัวสร้างฐานแรง รอสัญญาณจากผลการประชุม FOMC คืนนี้สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจในไตรมาส 4/58 บริษัทเตรียมทำเลแห่งใหม่ขึ้น Mega Project สร้างมิติใหม่ให้วงการอสังหาฯ ย่านชลบุรี แหลมฉบัง ศรีราชา โดยโครงการแรกที่บริษัทฯจะเข้าไปลงทุน คือ โครงการ Knights Bridge ดิ โอเชี่ยน ศรีราชา มีมูลค่าโครงการ 2,500 ล้านบาท ซึ่งจะทำการเปิดจองในเดือนตุลาคมนี้ และเชื่อว่าโครงการดังกล่าวจะสร้างสถิติยอดพรีเซลใหม่ ให้กับบริษัทฯได้ไม่น้อยกว่าโครงการที่ผ่านมาแนะนำให้ ซื้อ มองว่ามูลค่าที่เหมาะสมของบริษัทอยู่ที่ 7.90 บาท จากวิธี Discounted Cash Flow (DCF) เนื่องจากบริษัทมีอัตราการเติบโตของรายได้ที่มั่นคง และมีแนวโน้มที่จะมีความสามารถในการทำกำไรที่สูงขึ้น ทั้งนี้การประเมินมูลค่ามาจาก WACC ที่ 9.7% Risk Free Rate (Rf) ที่ 2.5% Market Risk Premium ที่ 9.2% Beta ที่ 0.8 เท่า Cost of Debt after tax ที่ 6% และ Terminal Growthที่ 2% ความเสี่ยงเกิดจากการมีรายได้บางส่วนเป็นรายได้เหมาจ่าย การเปลี่ยนแปลงนโยบายการักษาพยาบาลของภาครัฐบาล การพึ่งพาบุคลากรที่มีความชำนาญเฉพาะด้าน และการแข่งขันที่สูงขึ้นบล. เคจีไอ คาดว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานของ LPH จะมีพัฒนาการเชิงบวก โดยประมาณการว่า กำไรสุทธิในปี 2558 จะอยู่ที่ระดับ 104 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน ทั้งนี้ คาดการณ์การเติบโตของกำไรสุทธิเฉลี่ย 23.6% CAGR ในช่วงปี 2558-60EE ซื้อ ราคาหุ้นมีจังหวะดีดตัวขึ้นจากกรอบ Sideways ยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 3 เดือน ด้วยปริมาณการซื้อขายสูงกว่าปกติ เครื่องมือ DI+ ตัด ADX ขึ้น มีโอกาสแกว่งตัวขึ้นได้ต่อเนื่อง มีแนวต้านแรกที่ 1.15 บาท ผ่านได้จะมีแนวต้านถัดไปที่ 1.20 บาทAKP ซื้อเก็งกำไร,ขณะที่ในปี 59 สศค.คาดว่า GDP จะเร่งตัวขึ้นมาที่ 3.8% โดยได้รับแรงส่งจากการลงทุนภาครัฐที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะการก่อสร้างมอเตอร์เวย์และรถไฟรางคู่ ประกอบกับเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าเริ่มฟื้นตัว แนวโน้มเงินบาทอ่อนค่า ส่งผลดีต่อการส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.2% รวมทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเพิ่มมากขึ้นในปีหน้าเช่นกัน ดัชนี 1,414.65 เปลี่ยนแปลง -9.40 จุด มูลค่าการซื้อขาย 25,763 ลบ.นอกจากนี้ บริษัทเตรียมพัฒนาโครงการใหม่เพิ่มในพื้นที่ศักยภาพ มากกว่าแผนธุรกิจที่วางไว้ตั้งแต่ต้นปี โดยได้มองทำเลสำคัญไว้ บนย่านพหล เกษตร ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้า มหาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสีเขียวเข้ม ดังนั้น บริษัทฯมั่นใจว่าการเติบโตของยอด Presale ปีนี้จะเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 5,000 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าปี 57 กว่า 100%ด้านนายภัทรภพ อิทธิสัญญากร รักษาการกรรมการผู้จัดการ KC เปิดเผยว่า บริษัทมองเห็นศักยภาพของ RCI ที่เป็นผู้ผลิต ออกแบบ ผลิตภัณฑ์กระเบื้องคุณภาพสำหรับที่อยู่อาศัย โดยการร่วมมือเป็นพันธมิตรทางธุรกิจในครั้งนี้จะช่วยสะท้อนภาพการขยายโครงการของ KC ที่มากขึ้นในอนาคต ซึ่งทาง KC จะสามารถวางแผนการใช้กระเบื้องในการก่อสร้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ และได้งานที่มีคุณภาพ ภายใต้งบประมาณที่เหมาะสม ซึ่งในปัจจุบัน KC มีโครงการที่อยู่ระหว่างพัฒนาจำนวน 14 โครงการ และที่สำคัญความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการร่วมมือทางธุรกิจต่อไปในอนาคต。

Why we can’t expect a stable “two vs one” dynamic this time around.

The Modern China-Russia-US Triangle

In this March 18, 2021, file photo Secretary of State Antony Blinken, second from right, joined by national security adviser Jake Sullivan, right, speaks while facing Chinese Communist Party foreign affairs chief Yang Jiechi, second from left, and China’s State Councilor Wang Yi, left, at the opening session of US-China talks at the Captain Cook Hotel in Anchorage, Alaska.

Credit: Frederic J. Brown via AP

Since the beginning of the Cold War, great power interactions among the United States, China, and Russia/the Soviet Union have always played a predominant role in international relations. For the most part, whether during the years of Sino-Soviet alignment or the historic “Nixon to China” moment, this has involved two sides aligning against the other. Warmer relations between China and Russia in response to the current U.S. policy of strategic competition suggest a continuation of this trend. Upon analyzing the modern configuration of this so-called “triangle,” however, this assessment merits further examination.

As the China-U.S. relationship locks itself into a seemingly irreversible trajectory of strategic competition, “Cold War 2.0” has become a rather popular buzzword. It is important to note, however, that while certain characteristics of modern strategic competition do bear some resemblance to those of the Cold War, this era of globalization means that a long-term global showdown between Washington and Beijing is likely to transpire not in a bipolar order, but a multipolar one, in which complex, intertwined interests among nations will factor into almost every aspect of strategic competition.

In this multipolar order, while more evenly distributed with the rise of the European Union, India, and Japan, among others, power remains heavily concentrated in the hands of a so-called “triangle,” of which the United States and China command two sides, with the third occupied by Russia. Although their demographics and economy are by no means trending toward sustained global power status, Russia’s nuclear arsenal and military might, coupled with an assertive foreign policy and global presence, still guarantee their place at the table, or in this case, in the triangle.

China and Russia Aligned

In recent years, as the U.S. has ratcheted up pressure against each of its perceived strategic competitors, China and Russia have been stepping up bilateral cooperation across multiple domains, while closely working together to offset U.S. pressure, counterbalance U.S. influence in multilateral forums, and rebuke the U.S.-led international order. In fact, just last week, Russian President Vladimir Putin, in a phone call with China’s top diplomat Yang Jiechi during his visit to Russia, exclaimed that relations between the two countries were “the best in history.”

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

This trend has not gone unnoticed among scholars and policymakers, especially in Washington. U.S. officials under both the Trump and Biden administrations have frequently sounded the alarm about closer China-Russia ties. Most recently, the U.S. intelligence community in its “Global Trends 2040” report assessed that China and Russia “are likely to remain aligned” in the future.

But how aligned, exactly?

On the one hand, this China-Russia alignment should not be written off merely as a temporary “marriage of convenience” filled with unresolved distrusts that can easily crumble from within. The comprehensive strategic partnership between China and Russia is based on long-standing framework of cooperation, with a clear strategic objective set out in their 1997 “Joint Declaration on a Multipolar World and the Establishment of a New International Order” and 2001 “Treaty of Good Neighborliness and Friendly Cooperation.” As long as both countries remain at odds with the United States and the West, they will likely maintain enough incentive to overcome issues of the past and jointly push toward a more favorable international order.

On the other hand, this partnership does have its fair share of limitations. Despite sharing a deep disdain for U.S. hegemony and the Western-led international order, China and Russia lack symmetrical interests for natural and sustained cooperation, especially as the disparity between Russia’s low economic complexity and dependence on natural resources relative to China’s diverse and modern economy becomes more evident. A majority of Russia and China’s overlapping economic interests are in energy, due to Russia’s need for a stable market to offset Western sanctions, coupled with China’s growing energy demand and a desire to diversify its energy sources in response to prolonged trade tension with the United States.

It is fair to say, then, that while China and Russia do enjoy an enduring and extensive relationship, the strength of their alignment still hinges quite heavily upon U.S. policies. In fact, the Global Times, a Chinese state-owned newspaper, went as far as to attribute closer China-Russian ties to “the U.S. and its main allies’ suppression of the two countries” in a recent editorial.

But what happens when there is no longer any such “suppression”?

From “Two Against One” to “One Against One Plus One”?

It is important to note that, while both China and Russia have endured their fair share of strains in relations with the U.S., neither has shown the willingness to risk a complete rupture with the world’s only $20 trillion economy. When the time comes, cooperation with the U.S. usually takes precedence. This mindset was clearly in effect around the time the U.S. paved way for China to join the WTO in 2001, or when the Obama-Medvedev administrations pushed toward a “reset” (2009-2011). Back then, China-Russia cooperation seemed to have taken a back seat.

Fast forward to today, and negative domestic sentiment toward China and Russia, as well as perceived threats from both to American supremacy, have firmly locked the U.S. into a path of strategic competition with each of these rivals. That said, being locked in a strategic competition in the context of today’s globalization is fundamentally different from being locked in the zero-sum blocs of the Cold War, where alignment pretty much equated to alliance.

This, along with a lack of resources necessary for full-scale, simultaneous clashes with both China and Russia, explains why the U.S. does not rule out cooperation with its competitors. However, as Beijing currently presents a much more comprehensive and structural challenge to Washington, the Biden administration is prioritizing cooperation with Moscow in areas of mutual interests. Hard-line policies toward Russia remain in place, but they are largely symbolic and designed to appease anti-Russia domestic sentiment. Actual results, such as the extension of the New START, an early phone call between the two presidents, or the recent U.S. decision to waive sanctions for the Nord Stream 2 pipeline, suggest an overarching goal of what U.S. Secretary of State Antony Blinken has described as “a stable and more predictable relationship” with Russia.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Here we’re witnessing an interesting triangular dynamic playing out. While the China-U.S. competition arc is pretty much a lock, both sides are courting Russia. As the United States continues to rally its allies and partners around a rules-based international order that portrays China and Russia as the “bad guys,” China is in a much better position to align with Russia. However, Washington retains its own share of leverage in relations with Russia, most notably a significant influence over allies in Europe – a crucial theater, if not the most crucial theater, of Russian foreign policy.

In other words, the dynamic is not as much “two against one” as it is “one against one (U.S. versus China) plus one (Russia).” Unlike the concrete alliances of the Cold War, modern alignments offer a much greater deal of flexibility, allowing Russia to pick its spots and simultaneously engage with both the U.S. and China, instead of having to stick to one side at a time in the case of China throughout the Cold War.

Looking Ahead: The Constant and the Variable

In the context of sustained globalization coupled with a growing disparity in power between the U.S. and China relative to Russia, this modern configuration of this triangle should persist for years to come. The U.S. and China, superior in total power and locked in a long-term strategic competition, will serve as the “constant.” Russia, meanwhile, will assume the role of the “variable,” seeking not to go toe-to-toe with the other two, but rather to utilize its leverage and manipulate the balance of power to its advantage.

Going forward, while focusing its resources on competing with China, the United States will attempt to stabilize relations with Russia and keep China-Russia engagement at a manageable level, ensuring that the Russian “variable” does not upset the overall balance of power in the triangle, as well as on a global scale. It’s unlikely that there will be a modern “Biden to Moscow” moment anytime soon, but the upcoming Biden-Putin summit in Europe will present an opportunity for Washington to lay out clear terms under which to engage Russia in a way that does not alienate their European allies or suggest any reversal from their overall message.

Similarly, China will continue to prioritize competition with the U.S. while further deepening cooperation with Russia, leveraging a seemingly cordial relationship between their leaders into new alignment of interests bilaterally and coordinated efforts against the U.S. multilaterally, even offering attractive economic incentives to lure Russia closer to their orbit. On the other hand, Beijing will not seek confrontation with Washington, and is likely to pursue cooperation on global issues such as climate change, COVID-19, or nonproliferation.

As for Russia, the key is to maintain its place at the table (or triangle) despite falling behind economically. That means continuing to leverage its “variable” role in triangular interactions, engaging with Beijing and Washington in order to extract concessions from both sides. However, Russia’s innate nationalistic pride, coupled with a severe lack of strategic trust with regard to the other two powers, will continue to limit the scope of future cooperation, especially as it pertains to areas within Russia’s perceived influence such as Central Asia or Eastern Europe.

Global and Regional Implications

Generally speaking, this triangular dynamic of great power competition in the context of globalization presents both opportunities and challenges to the world’s small and middle-sized countries.

If it is properly managed and trends toward a more predictable path with limited confrontation, this triangle should provide a favorable environment for countries outside of it to simultaneously pursue cooperation with each “side” without having to always look over their shoulders in fear of provoking the other(s).

On the other hand, if tension escalates and recent drumbeats regarding a so-called contest of “democracies versus autocracies” continue to take hold, thus breaking the core essence of the triangle and turning competition into an ideological battle, then other countries will be forced into picking sides. Globalization will more than likely prevent this undesirable outcome, but the risks should not be taken lightly.

Among regions, while Europe and the Middle East will continue to be of significant importance to policymakers in China, Russia, and the United States, the Indo-Pacific should emerge as the main theater of great power competition, if it hasn’t already – especially as West-to-East economic and military shifts become more evident.

It is important to point out that the majority of countries in the region have throughout their rich histories become used to being part of armed conflicts between, or in certain cases, against global powers. Though each country has its unique interests, all share a national security priority of maintaining peace. So while big power competition that leads to a more prosperous Indo-Pacific is more than welcome, it should not come at the cost of security and stability.

Therefore, it should be of paramount importance that the triangle operates in sync with regional interests. That means respecting regional mechanisms such as ASEAN, treating countries in the region as true partners of mutual interests instead of geopolitical pawns, and further contributing to peace, security, and prosperity in the region. Should countries in the triangle manage to compete with restraint, to clash while accepting each other’s legitimate interests, and to fight for influence yet also facilitating cooperation for the common good, a new concert of powers might be in the works.

This should be music to the ears of leaders across the region.