The Koreas | Diplomacy | East Asia

หวย ออก วัน ที่ 16 ตุลาคม 2561: After the Latest Forced Labor Court Ruling, Where Do Japan-South Korea Relations Stand?

scr888 ฝาก ไม่มี ขั้น ต่ำ,อย่างไรก็ตาม ล่าสุดรัฐบาลกรีซได้ปรับทีมเจรจาหนี้ชุดใหม่ให้เดินหน้าแผนการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อขอความช่วยเหลือทางการเงิน ซึ่งประเมินว่าน่าจะได้ข้อสรุปทันกำหนดแต่จะมีเงื่อนไขให้กรีซต้องทำตามเพิ่มเติม เพื่อให้เศรษฐกิจยูโรโซนและกรีซเดินหน้าต่อได้อย่างไรก็ตาม การส่งออกสินค้าของไทยในปีนี้จะยังคงมีข้อจำกัดในการขยายตัวจากความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนที่คาดว่าจะส่งผลให้การส่งออกสินค้าของไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำลงจากที่คาดการณ์ครั้ง,4.50 4.62、ตรวจ สลากกินแบ่ง งวด วัน นี้、 Most Positive Impact: PTT(+1.83 จุด)/ADVANC (+0.95 จุด)/ PTTGC(+0.60จุด),ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดภาคเช้าร่วงลงอย่างรุนแรงในวันนี้ โดยดัชนีนิกเกอิปิดภาคเช้าร่วงลง 380.80 จุด หรือ 1.90% แตะที่ 19,678.15 จุดเนื่องจากบรรยากาศการซื้อขายในตลาดได้รับแรงกดดันจากตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาสแรกของสหรัฐที่ขยายตัวน้อยกว่าการคาดการณ์ส่วน ธุรกิจพลังงานทดแทน นั้น ปัจจุบันมีพันธมิตรรายใหญ่ต่างประเทศให้ความสนใจเข้าถือหุ้น CEI และขอร่วมทุนทำโรงไฟฟ้าในประเทศ แต่ปัจจุบันยังไม่ได้ข้อสรุป รวมถึงบริษัทเองก็มีแผนเดินหน้ามองหาโอกาสเข้าซื้อกิจการ(เทกโอเวอร์) โรงไฟฟ้าทั้งในประเทศและต่างประเทศด้วย โดยภายในปี 2559 ตั้งเป้ามีโรงไฟฟ้าภายใต้การบริหาร 20 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และหากโรงไฟฟ้าได้จากการเทกโอเวอร์จะทำให้บริษัทสามารถรับรู้รายได้เข้ามาในทันทีอนึ่ง หาก SINGHA ไม่สามารถแต่งตั้งกรรมการตรวจสอบได้ ตลาดหลักทรัพย์จะดำเนินการ ดังนี้ล่าสุดคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประกาศลดลงดอกเบี้ย 0.25% จาก 1.75% เหลือ 1.50% หลังมองว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวต่ำกว่าคาด แม้ว่าการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐจะทำได้เพิ่มขึ้น และท่องเที่ยวขยายตัวได้ดีขึ้น แต่ไม่เพียงพอที่จะชดเชยการส่งออกและการบริโภคที่อ่อนแรงในไตรมาสแรกปี 58 อีกทั้งในระยะข้างหน้ามองว่าการส่งออกยังมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และโครงสร้างการค้าโลก。 ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับลงเทียบกับสกุลเงินเยนที่ 118.87 เยน เทียบกับระดับ 119.08 เยน และลดลงเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิสที่ระดับ 0.9542 ฟรังก์ จาก 0.9557 ฟรังก์ ส่วนค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียปรับขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐที่ระดับ 0.8015 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7858 ดอลลาร์สำหรับประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับคือทำให้มีธุรกิจหลักเพิ่มที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน ซึ่งปัจจุบัน Andaman Power อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติและเมื่อเริ่มผลิตกระแสไฟฟ้าได้ก็จะส่งผลให้บริษัทจะมีรายได้และมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นโดยในขั้นต้นบริษัทได้จัดส่งวิศวกรผู้เชี่ยวชาญและอุปกรณ์การรับ-ส่งสัญญาณดาวเทียม เข้าไปปฏิบัติการช่วยเหลือในพื้นที่ประสบภัยรอบแรก ในวันที่ 29 เม.ย.นี้ โดยจะยังคงประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและคู่ค้าเพื่อดำเนินมาตรการความช่วยเหลือเพิ่มเติมต่อไปส่วนตลาดบ้านเราได้รับผลดีจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และมาตการผ่อนคลายเงินทุนเคลื่อนย้ายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ไม่ใช่การควบคุมเงินทุน (capital control) นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากกลุ่มพลังงานด้วย หลังงบบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP ออกมาดีกว่าคาด และราคาน้ำมันปรับขึ้นมาช่วยหนุนดังนั้นแนะนำกลยุทธ์การลงทุนทองคำ โดย แนะนำเปิดสถานะ LONG GOLD FUTURES ตามแนวโน้มราคาทองโลกที่มีโอกาสปรับตัวขึ้น โดยให้แนวรับ 1,195-1,190 เหรียญต่อทรอยออนซ์ และแนวต้าน 1,225-1,235 เหรียญต่อทรอยออนซ์TRC Trading แนวรับ 10.50 แนวต้าน 11.40, 12.20 ตัดขาดทุน 10.20สำหรับธุรกิจของ PMTA มีส่วนแบ่งตลาด 25% ในปุ๋ย NPK และ 9% ในปุ๋ยเคมีเชิงผสม ของเวียดนาม ระหว่างปี 55-57 มีอัตราการเติบโตของกำไรเฉลี่ยปีละ 22% ผลักดันจากความนิยมในปุ๋ยเคมีที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆทดแทนปุ๋ยอินทรีย์แบบดั้งเดิม และความสำเร็จในการปรับปรุงการผลิตเพื่อสร้าง value added ของบริษัททั้งนี้ที่ประชุมมีมติรับทราบและเห็นชอบการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลตามมติของที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 27 เม.ย.58 แทนการจ่ายปันผลประจำปี โดยที่ประชุมได้มีมติอนุมัติด้วยคะแนนเสียงข้างมาก ของผู้ถือหุ้นซึ่งมาประชุมและออกเสียงลงคะแนน ส่วนแผนดำเนินงานในประเทศไทย มองว่าธุรกิจพลังงานทดแทนยังมีความสดใสและเป็นจังหวะที่ดีต่อการพัฒนาโครงการของ TSE เนื่องจากภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมการมีส่วนร่วมให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนดำเนินโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติม เช่น โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ชุมชน พลังงานลม น้ำ ชีวภาพ เป็นต้น ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทมีโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ รวม 25 โครงการ รวม 98.5 เมกะวัตต์ ตลท.เปิดโอกาสสองฝ่ายแจงกรณีประชุม ผถห.NMG ป่วน พร้อมเอาผิดหากพบขัดกม.ส่วนแผนดำเนินงานในประเทศไทย มองว่าธุรกิจพลังงานทดแทนยังมีความสดใสและเป็นจังหวะที่ดีต่อการพัฒนาโครงการของ TSE เนื่องจากภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมการมีส่วนร่วมให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนดำเนินโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติม เช่น โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ชุมชน พลังงานลม น้ำ ชีวภาพ เป็นต้น ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทมีโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ รวม 25 โครงการ รวม 98.5 เมกะวัตต์。

ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตขยับขึ้น 0.40 จุด หรือ 0.01% ปิดที่ 4,476.62 จุด ส่วนดัชนีหุ้นเสิ่นเจิ้นดีดตัว 164.71 จุด หรือ 1.12% ปิดที่ 14,871.95 จุด แนะนำซื้อ PTTEP โดยมีแนวรับที่ 117 และ 116 และมีแนวต้านที่ 122 และ 125 เป็นจุดขายทำกำไร, แนวรับ : 353 และ 352 ,BJCHI (TP42*) : Support 36.25/35.25 Resistant 38.5/40ส่วนความคืบหน้าโครงการประมูลซื้อรถโดยสารปรับอากาศใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (NGV) จำนวน 489 คัน (ครั้งที่ 3) ด้วยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์นั้น บริษัทได้เข้าร่วมการเสนอราคาเป็นที่เรียบร้อยแล้วทั้งนี้กำลังอยู่ระหว่างขั้นตอนการสรุปผลและประกาศแจ้งผลการพิจารณาคัดเลือก และหากบริษัทได้รับงานดังกล่าวจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ผลักดันรายได้ของบริษัทให้เติบโตอย่างมั่นคงต่อไป สรุปหุ้นผู้บริหารดอดซื้อ-แอบทิ้ง ประจำวันที่ 29 เม.ย.58แนวโน้มการลงทุนบ่ายนี้ คาดว่าตลาดจะแกว่งตัวขึ้นกับหุ้นกลุ่มพลังงาน แต่ถ้ายืนไม่ได้ SET อาจมีโอกาสปรับตัวลง พร้อมให้แนวรับ 1,510 จุด ส่วนแนวต้าน 1,535-1,540 จุด,ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) ปลดเครื่องหมาย SP (Suspension) CEI ตั้งแต่การซื้อขายรอบเช้าวันนี้ หลังจากที่ได้ขึ้น SP ตั้งแต่การซื้อขายเมื่อวันที่ 18 มี.ค.58 เป็นต้นมา เนื่องจากบริษัทไม่สามารถนำส่งงบการเงินไตรมาสที่ 2 สิ้นสุดวันที่ 31 ม.ค.58 มายังตลาดหลักทรัพย์ฯภายในเวลาที่กำหนด แต่บัดนี้ บริษัทได้นำส่งงบการเงินดังกล่าวมายังตลาดหลักทรัพย์แล้วกลยุทธ์ที่แนะนำ :ช่วงบ่าย: คาดขึ้นได้ต่อ ด้วยปัจจัยหนุน Sentiment ที่จะดีขึ้น หลัง PTTEP รายงานงบฯ Q1/58 ดีกว่าตลาดคาด โดย SET หากผ่าน 1530 จุดได้ จะมีแนวต้านถัดไปที่ 1544 จุด ส่วนแนวรับระยะสั้นช่วงนี้มีที่ 1520-1525 จุด ซึ่งหากไม่ต่ำกว่า มอง SET เปลี่ยนทิศทางเป็นปรับขึ้นแล้ว กลยุทธ์ อ่อนตัวเป็นโอกาสซื้อสะสม ทั้งนี้ หุ้นแนะนำตามสัญญาณเทคนิค ได้แก่ AJP (รับ 9.40 ต้าน 10.00 Cut 9.00) และ PTG (รับ 10.90 ต้าน 11.50 Cut 10.50)ซึ่งมีโอกาสเข้าข่ายต้องใช้เกณฑ์ให้สมาชิกต้องดำเนินการให้ลูกค้าวางเงินสดไว้ล่วงหน้ากับสมาชิกเต็มจำนวนที่จะซื้อ (Cash Balance) คาดว่าจะเริ่มใช้วันที่ 6 พฤษภาคมนี้ โดยจะใช้ต่อเนื่อง 6 สัปดาห์,ราคาปิด 57.00 ตัดขาดทุน 55.25อย่างไรก็ตาม สต็อกน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 1.7 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 227.5 ล้านบาร์เรล ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 300,000 บาร์เรล นอกจากนี้ สัญญาน้ำมันดับยังได้รับแรงหนุนจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลง หลังจากมีรายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ช่วงไตรมาสแรกของสหรัฐขยายตัวเพียง 0.2% เทียบกับระดับ 2.2% ในไตรมาส 4 ของปีที่แล้ว ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า จีดีพีมีการขยายตัว 1% ในไตรมาสแรกนายอมร มีมะโน กรรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท คราวน์ เทค แอดวานซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ AJD เปิดเผยว่า ภาพธุรกิจในปี 58 ตั้งเป้ารายได้รวมเติบโต 50% จากปีก่อน โดยได้รับปัจจัยหนุนจากยอดขาย Set Top Box นอกจากนี้ ยังมีแผนนำบริษัทย่อย คือ บริษัท แฮปปี้ วิชั่น จำกัด เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในปี 59 ด้วยSCB มูลค่าการซื้อขาย 553,007 ล้านบาท ปิดที่ 160.00 บาท ลดลง 0.50,สำนักข่าวอินโฟเควสท์รายงานว่า สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (5 พ.ค.) โดยได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ อันเป็นผลมาจากยอดขาดดุลการค้าของสหรัฐที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในเดือนมี.ค.、สลากกินแบ่ง รั ฐ บาล、ทั้งนี้ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 18,035.53 จุด ลดลง 74.61 จุด หรือ -0.41%, ดัชนี NASDAQ ปิดที่ 5,023.64 จุด ลดลง 31.78 จุด หรือ -0.63% ดัและชนี S P500 ปิดที่ 2,106.85 จุด ลดลง 7.91 จุด หรือ -0.37%、ด้าน นายชัยยศ จิวางกูร ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.โกลเบล็ก จำกัด แนะนำกลยุทธ์การลงทุน รอซื้อเล่นรีบาวด์ โดยเน้นหุ้นรายตัวที่คาดว่าผลประกอบการในไตรมาส 1/2558 จะประกาศออกมาดี เช่น THCOM ICHI รวมถึงหุ้นกลุ่มพลังงานจากราคาน้ำมันดีดตัวขึ้น และคาดว่ากำไรไตรมาส 1/2558 จะพลิกเป็นมีกำไร เช่น PTTEP , PTTGC TOP และ BCPตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) ปลดเครื่องหมาย SP (Suspension) CEI ตั้งแต่การซื้อขายรอบเช้าวันนี้ หลังจากที่ได้ขึ้น SP ตั้งแต่การซื้อขายเมื่อวันที่ 18 มี.ค.58 เป็นต้นมา เนื่องจากบริษัทไม่สามารถนำส่งงบการเงินไตรมาสที่ 2 สิ้นสุดวันที่ 31 ม.ค.58 มายังตลาดหลักทรัพย์ฯภายในเวลาที่กำหนด แต่บัดนี้ บริษัทได้นำส่งงบการเงินดังกล่าวมายังตลาดหลักทรัพย์แล้ว。

The Seoul Central District Court ruling might help lower temperatures, but a political solution is needed to improve South Korea’s relations with Japan.

After the Latest Forced Labor Court Ruling, Where Do Japan-South Korea Relations Stand?
Credit: Depositphotos

Relations between South Korea and Japan have been at a nadir since 2018, when the South Korean Supreme Court ruled in two cases that workers used as forced labor by Japan during World War II were entitled to financial compensation from Mitsubishi Heavy Industries Ltd. and Nippon Steel. But a recent decision by the Seoul Central District Court on the issue of forced labor may add more confusion than clarity to an issue that has strained relations between the two countries.

The case before the Seoul Central District Court was the largest of nearly two dozen cases on the forced labor issue moving through the South Korean court system. The case involved about 85 victims and their families suing 16 Japanese firms.

Rather than ruling in the plaintiffs’ favor, as was expected based on the 2018 Supreme Court decision, the Seoul Central District Court dismissed the case and instead decided to follow the minority decision from the 2018 Supreme Court case in arguing that the 1965 Agreement on the Settlement of Problems Concerning Property and Claims and? on Economic Cooperation with Japan limited the right to sue.

The Seoul Central District Court also argued that not dismissing the case could damage South Korea’s relations with the United States if the International Court of Justice found that South Korea violated the Claims Agreement. In dismissing the case, Justice Kim Yang-ho said, “Proceeding with the case could result in breaching international law … and trigger adverse effects globally if its final ruling is forcibly implemented.”

The decision partially affirms Japan’s long-held position that the issue of compensation for forced labor (and other colonial-era abuses) was “settled completely and finally” as part of its 1965 normalization treaty with South Korea. However, the Seoul Central District Court noted, “We cannot say that an individual’s right to claims completely expired under the agreement but it is right to interpret that a South Korean national is limited in exercising it against Japan or a Japanese national.”

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

In dismissing the plaintiffs’ case but noting that their right to compensation had not been completely resolved by the 1965 treaty, the Seoul Central District Court in essence argued that the legal path to compensation should be closed but that the political path should remain open.

In response to the decision, this is in essence what some commentators in South Korea have argued. The conservative JoongAng Ilbo, for example, has suggested that the decision has opened the door for negotiations and created an opportunity for the Moon government to test the theory of reconciling with Japan. On the other hand, the progressive Hankyoreh criticized the decision for contradicting the Supreme Court and including non-legal considerations such as the potential impact on the South Korea-U.S. alliance.

However, the plaintiffs in the case have signaled that they will appeal the decision so any political space created by the decision could be short-lived. It is rare for a lower court to contradict a Supreme Court decision and the Seoul Central District Court’s decision is likely to be reversed on appeal. Any window created by the decision for a political solution to the forced labor issue will be constrained by the speed with which the victim’s appeal is heard and the timing of decisions on the remaining cases.

Finding a political resolution, however, remains challenging as the issue of forced labor is not the only area of contention between South Korea and Japan.

Around the same time as the two Supreme Court decisions on forced labor, the South Korean government announced it would formally dissolve the Reconciliation and Healing Foundation set up under the 2015 agreement on “comfort women,” a euphemism for women forced to sexually service the Japanese military during World War II. That agreement was supposed to “finally and irreversibly” resolve the issue of Japan’s use of South Korean women as sex slaves during World War II. The decision to close the foundation established to compensate the victims was seen by Japan as undermining the agreement.

If the dispute over the comfort women had remained confined to the dissolution of Reconciliation and Healing Foundation it might have only been a momentary issue in the relationship, but the issue of the comfort women has also returned to the South Korean court system.

Earlier this year, the Seoul Central Court District ruled that Japan was liable for compensation to the comfort women and that sovereign immunity did not apply because of the “anti-humanity acts systematically planned and perpetrated by the accused.” Japan refused to accept the verdict and Prime Minister Suga Yoshihide said that “South Korea should take steps to correct violations of international law and that the ruling will never be accepted.”

A separate Seoul Central Court District decision a few months later contradicted that decision when it dismissed a case brought by a different group of comfort women. In the second case, the court argued that sovereign immunity did apply to Japan. Similar to the recent decision on forced labor, the judge in the case also considered the diplomatic implications of the case. Judge Min Seong-cheol said that “If an exception on state immunity is acknowledged, a diplomatic clash would be inevitable during the process of forcing the ruling’s implementation.”

The disputes over forced labor have also moved beyond the courtroom and diplomatic statements. Despite Japan’s denial of its linkage to the issue of forced labor, Tokyo’s decision to weaponize its economic relationship with South Korea further deepened distrust in the relationship and resulted in South Korea also removing Japan from its white list of trusted trade partners and a boycott of some Japanese consumer items by the South Korean public. South Korea also threatened to withdraw from its intelligence sharing agreement with Japan, but ultimately maintained the agreement under U.S. pressure.

Even if there was a will to improve relations South Korean President Moon Jae-in and Suga find themselves in weakened political positions. Moon’s single term presidency ends next May and his approval rating has fallen from its early pandemic highs of 70 percent to 36 percent. Suga faces similar political challenges, with elections this fall and a cabinet approval rating of 32.2 percent.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Ultimately, there is unlikely to be resolution to these cases until Seoul and Tokyo reach a political decision to resolve the issue and improve relations. The Seoul Central District Court’s decision on the issue of forced labor, combined with the earlier decision on the comfort women, creates confusion in the legal process, but could also provide the political space for South Korea and Japan to engage in deeper discussions on how to improve their relations. The question is whether the two governments will take the opportunity to engage in discussions that will help to bring resolution to these issues.